วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

กระทบเกษตรกรแล้ว!! เหตุการณ์รัสเซีย-ยูเครนทำวัตถุดิบอาหารสัตว์พุ่งสูง วอนรัฐเร่งจัดการ

 

นางฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนที่ได้พัฒนาความตึงเครียดไปจนถึงขีดสุดว่ากำลังมีผลอย่างยิ่งต่อราคาธัญพืช ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของการผลิตอาหารสัตว์ เนื่องจากรัสเซียและยูเครนเป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญ ทั้งข้าวสาลี ข้าวโพด ซึ่งอาจไม่สามารถเก็บเกี่ยวหรือทำการส่งออกได้ตามปกติ รวมถึงภัยแล้งในบราซิลที่กระทบปริมาณผลผลิตถั่วเหลืองด้วย


โดยราคาข้าวสาลีนำเข้าซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการเลี้ยงไก่ ราคาปรับสูงขึ้นจาก 8-9 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อปี 2564 เพิ่มเป็น 12 บาทต่อกิโลกรัมในปัจจุบัน ขณะที่ข้าวโพดในประเทศไทยมีราคาปรับไปถึง 11.10 บาทต่อกิโลกรัม และกำลังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อวัตถุดิบชนิดอื่นที่มีแนวโน้มราคาสูงตามไปด้วย ปัจจุบันวัตถุดิบอาหารสัตว์ส่วนใหญ่ราคาขึ้นมาสูงกว่า 50-60% แล้ว ยังไม่นับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่จะสูงขึ้นทำให้ต้นทุนค่าขนส่งปรับเพิ่มด้วย


“ต้นทุนการผลิตเนื้อไก่สูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ราคาเนื้อไก่และไข่ไก่กลับถูกตรึงอยู่ ไม่สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น หากวัตถุดิบทุกชนิดมีราคาสูงเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เกษตรกรคนเลี้ยงสัตว์ไม่มีทางอยู่รอดได้ ทางที่ดี ถ้ารัฐไม่สามารถควบคุมราคาวัตถุดิบจากผลกระทบของสถานการณ์ยูเครน ก็ควรปล่อยให้ราคาไก่และไก่ไข่เป็นไปตามกลไกที่ควรจะเป็น เช่นเดียวกับราคาหมูที่ลดลงเพราะกลไกตลาดทำงานอย่างเสรี" นางฉวีวรรณกล่าว และว่าการยุติการตรึงราคาไก่และไข่ จะช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรมีกำลังใจในการเลี้ยงสัตว์ต่อไป


อนึ่ง รัสเซียและยูเครนมีปริมาณการส่งออกข้าวสาลีรวมกันประมาณ 29% ของปริมาณการส่งออกทั่วโลก ส่วนข้าวโพด 19% ของตลาดโลก โดยราคาต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์สำคัญมีราคาเพิ่มขึ้นไปแล้ว 40% จากปี 2564

วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

"เฉลิม ถาวรพานิช" นั่งนายกสมาคมวิชาชีพกำจัดแมลงคนใหม่ สานต่อภารกิจพัฒนาสมาชิก ยกระดับมาตรฐานกำจัดแมลง หนุนลดใช้เคมี

 

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 สมาคมวิชาชีพกำจัดแมลง จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2565  พร้อมเลือกตั้งนายกสมาคมฯคนใหม่  ที่  "เฉลิม ถาวรพานิช" ชนะโหวตนั่งนายกสมาคมฯใหม่ สานต่อภารกิจ  "ธนาวุฒิ ศิริเรือง" อดีตนายกสมาคมฯ 2 สมัย ยกระดับมาตรฐานการกำจัดแมลง หนุนลดใช้เคมีในการกำจัดแมลงและผลักดันหลักสูตรวิชาชีพกำจัดแมลงสู่รั้วมหาวิทยาลัย 

ต่อด้วยการเสวนา "แผนธุรกิจกำจัดแมลงยุคใหม่ ปี 2022" และสมาชิกร่วมดินเนอร์ท่ามกลางบรรยากาศเพลงเพราะๆ จากศิลปินรับเชิญ "เสถียร ทำมือ" ณ  โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 

นายเฉลิม ถาวรพานิช นายกสมาคมวิชาชีพกำจัดแมลงคนใหม่ ได้กล่าวขอบคุณคณะกรรมการสมาชิกสมาคมวิชาชีพกำจัดแมลง ซัพพลายเออร์ และทุกคนที่มาร่วมงานในวันนี้ และเนื่องในโอกาสที่ตนได้รับตำแหน่งนายกสมาคมวิชาชีพกำจัดแมลง ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งและมีความยินดีที่จะมาร่วมสร้างสิ่งที่ดีให้กับสมาคมอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เกิดการพัฒนาการ ด้านการบริการที่มีองค์ความรู้และทักษะสูง นำไปสู่มูลค่าการบริการที่สูงขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการและสร้างศักยภาพให้มวลสมาชิกที่เป็นเจ้าของธุรกิจ ทำให้เกิดการพัฒนา สร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง

สำหรับแนวทางในการบริหารด้านอื่นๆ ตนและคณะกรรมการ จะสานต่องานที่คณะกรรมการชุดก่อนได้ริเริ่มไว้ โดยยึดแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมให้มากที่สุด ดังวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย ของสมาคมฯ

 ทั้งนี้วิสัยทัศน์ (VISION) สมาคมฯคือ มุ่ง 1)พัฒนาความสามารถการบริการในอาชีพกำจัดแมลง  2)การรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และ3)สร้างมาตรฐานในอาชีพสู่สากล

 ด้านพันธกิจ (MISSION) ของสมาคมฯ คือ 1)พัฒนาคุณภาพงานบริการอย่างต่อเนื่อง 2) เป็นการรวมกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจกำจัดแมลง และ3)สนับสนุนส่งเสริมช่วยเหลือทางสังคม ทั้งภาครัฐและเอกชน

 สำหรับเป้าหมาย (GOAL) ของสมาคมฯ นั้น 1)เพื่อส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานความปลอดภัย ของการบริการกำจัดแมลง 2) เพื่อสนับสนุนให้ความร่วมมือกับหน่วยราชการ และผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้การประกอบธุรกิจกำจัดแมลง ดำเนินไปโดยเรียบร้อย และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 3) การเป็นสื่อกลางระหว่างสมาชิกเพื่อความสัมพันธ์อันดีเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความชำนาญ ในการประกอบธุรกิจกำจัดแมลงเพื่อให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ และทางปฏิบัติในการประกอบธุรกิจกำจัดแมลงร่วมกันและ 4) เพื่อการดำเนินงานของสมาชิกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมาคมจะไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่ขึ้นกับลัทธิ นิกาย ศาสนาใด ๆ และไม่กระทำการใด ๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย 

นายธนาวุฒิ ศิริเรือง  อดีตนายกสมาคมฯ กล่าวเสริมว่า สิ่งที่ท่านนายกสมาคมฯใหม่จะมาสานต่อ อาทิ การจัดทำหนังสือคู่มือกำจัดแมลง ที่ยังไม่แล้วเสร็จเนื่องจากต้องอาศัยองค์ความรู้จากหลายหน่วยงานโดยเฉพาะหน่วยงานราชการและจากสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ที่ไม่เอื้อต่อการจัดประชุม โดยที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และกรมวิชาการเกษตรมาร่วมจัดทำ ซึ่งหนังสือคู่มือกำจัดแมลงจะทำให้คนใช้งานและคนทั่วไปอ่านเข้าใจง่าย ปฏิบัติได้ง่าย หลังทำเสร็จสมาคมฯจะแจกแก่สมาชิกและเผยแพร่สู่สาธารณะผ่านการจำหน่ายตามร้านหนังสือต่าง ๆต่อไป 

ด้านนายสุทิยา ศิริเจริญ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของสมาคมฯ กล่าวว่า งานของสมาคมฯจะเน้นด้านการวิจัยเป็นหลักและยกระดับมาตรฐานในการกำจัดแมลง โดย มุ่งสร้างองค์ความรู้ให้กับลูกค้า ดังที่มีการจัดทำคู่มือกำจัดแมลง รวมถึงการพยายามผลักดันหลักสูตรวิชาชีพกำจัดแมลงในมหาวิทยาลัย (ซึ่งปัจจุบันยังไม่มี) เพื่อให้เป็นอาชีพพื้นฐานเลี้ยงตัวเองได้

 นายสุทิยา ยังกล่าวถึงภาพรวมของการใช้ผลิตภัณฑ์เคมีกำจัดแมลงด้วยว่า  ในปัจจุบันมีการใช้เคมีลดลง 20-30%  ตามภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อสูง ธุรกิจกำจัดแมลงมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 5,000-7,000 ล้านบาท  นอกจากนี้มีนวัตกรรมใหม่ ๆออกมาที่ลดการใช้เคมีและมีความปลอดภัย ซึ่งถือเป็นนโยบายส่วนหนึ่งของสมาคมฯเช่นกัน 


หลังจากนี้นายกสมาคมฯคนใหม่จะคัดเลือกกรรมการและที่ปรึกษารวม 16 คนเพื่อปฏิบัติภารกิจในวาระ 2 ปี ปัจจุบันสมาคมฯมีสมาชิก 42 บริษัทและเชิญชวนผู้ประกอบการกำจัดแมลงมาสมัครเป็นสมาชิกเพิ่ม ซึ่งมีค่าบำรุงรายปี 2500 บาทต่อปี มีค่าแรกเข้า 3,000 บาท สมัครครั้งแรกมีอายุ 2 ปี สมาชิกจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านกฎหมายเนื่องจากสมาคมฯอยู่ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข จะทำให้สมาชิกปรับเปลี่ยนให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย  การได้รับองค์ความรู้จากการฝึกอบรมเกี่ยวกับการกำจัดแมลง และอื่น ๆ 

ทั้งนี้ภายหลังการประชุมและเลือกนายกสมาคมฯคนใหม่ได้มีการเสวนา หัวข้อ "แผนธุรกิจกำจัดแมลงยุคใหม่ ปี 2022"  PEST CONTROL NEW MODEL BUSINESS 2020 ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ผศ.ดร.กฤษณ์ รักชาติเจริญ รองหัวหน้าภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิด ,ผศ.ดร.พัชรา ศรีวิชัย หัวหน้าภาควิชากีฏวิทยาการแพทย์ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดลและอาจารย์ยุทธนา สามัง นักปฏิบัติการวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ ภาควิชาการกีฏวิทยาการแพทย์ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินรายการโดย ดร.ชัยวัฒน์ จันทร์พิทักษ์ จากนั้นเหล่าสมาชิกร่วมดินเนอร์ท่ามกลางบรรยากาศเพลงเพราะๆ จากศิลปินรับเชิญ "เสถียร ทำมือ" 





สำหรับผู้ประกอบการสนใจสมัครสมาชิกสมาคมฯสามารถสมัครได้ที่ 

สมาคมวิชาชีพกำจัดแมลง Thai Professional Pest Management Association 

เลขที่ 212  ถ.เจริญพัฒนา แขวงบางขัน เขตคลองสามวา  กรุงเทพฯ  10510  

หรือเข้าไปที่เวบไซต์สมาคมฯ www.thaipropma.com  

เพื่อสแกนบาร์โค้ดรับเอกสารการสมัคร หรือติดต่อโดยตรงที่ Tel : 02-540-6781-2

วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

มก.กพส. มอบเมล็ดพันธุ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ให้กับเกษตรกรผู้ประสบปัญหาอุทกภัยในช่วงปี 2564 ที่ผ่านมา

 


           วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้จัดพิธีมอบเมล็ดพันธุ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ให้กับเกษตรกรผู้ประสบปัญหาอุทกภัย โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิคม แหลมสัก รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและกิจการเพื่อสังคม ในนามตัวแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานมอบเมล็ดพันธุ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ฯ และมี รองศาสตราจารย์ น.สพ.ดร.อนุชัย ภิญโญภูมิมินทร์ รองอธิการบดีวิทยาเขตกำแพงแสน กล่าวรายงานวัถตุประสงค์ของพิธีมอบเมล็ดพันธุ์ข้าวในวันนี้ โดยมีที่มาจากโครงการปลูกข้าววันแม่ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2564  เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 89 พรรษา 12 สิงหาคม 2564 ได้ใช้พันธุ์ข้าวพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ในการเพาะปลูก บนพื้นที่ 13.5 ไร่ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และได้ดำเนินการเก็บเกี่ยว ในงานเกี่ยวข้าววันพ่อ ประจำปี 2564 เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2564 เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ผลผลิตเป็นเมล็ดข้าวเปลือกพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ จำนวน 7,280 กิโลกรัม ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง นับเป็นความภาคภูมิใจของทีมนักวิจัยที่เป็นผู้คิดค้นและปรับปรุงสายพันธุ์รวมถึงเป็นความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์





          ซี่งผลผลิตที่ได้มหาวิทยาลัยได้นำมาแจกจ่ายให้กับบุคลากรแล้ว ยังนำเมล็ดพันธุ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ส่วนหนึ่งมอบให้กับเกษตรกรเพื่อใช้ในการเพาะปลูก ประกอบกับในช่วงปี 2564 ที่ผ่านมาพื้นที่ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ในหลายจังหวัด ประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ทำให้นาข้าวเสียหาย เกษตรกรขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับเพาะปลูกในปีต่อไป มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิททยาเขตกำแพงแสน ซึ่งได้มีการทำงานเชิงบูรณาการเรื่องข้าว ร่วมกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโภชนาการสูงทั่วประเทศ เพื่อสร้างความกินดีอยู่ดี ให้เกิดขึ้นกับเกษตรกรไทยอยู่แล้ว  จึงได้ทำการคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรเพื่อมอบเมล็ดพันธุ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ จำนวน 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านเนินสบาย จังหวัดเพชรบูรณ์ กลุ่มรักษ์ Organic จังหวัดอุทัยธานี กลุ่มคุรุอินทรีย์ จังหวัดกำแพงเพชร ศูนย์การเรียนรู้ตามรอยพ่อหลวง จังหวัดชัยนาท และ นายประทีป สวัสรังศรี จังหวัดกำแพงเพชร รวมจำนวนทั้งสิ้น 27 ราย ณ โรงสีข้าวธัญโอสถ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน







วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565

เปิดเทคนิคป้องโรคหมู เตรียมความพร้อมเกษตรกร...หลังเว้นวรรค


การรับมือสถานการณ์ ASF ในเรื่องของการป้องกันโรค นับเป็นประเด็นสำคัญที่เกษตรกรควรเรียนรู้และเตรียมความพร้อม เมื่อเร็วๆนี้สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้จัดงานสัมมนาสัญจรขึ้น ณ จ.ร้อยเอ็ด และ จ.สุรินทร์ ภายใต้หัวข้อ “หลังเว้นวรรค...จะกลับมาอย่างไรให้ปลอดภัย?” เพื่อปูพื้นฐานที่เข้มแข็งให้กับเกษตรกรรายย่อยพร้อมกลับเข้ามาในระบบและทำการเลี้ยงหมูอีกครั้ง เป็นส่วนหนึ่งของการคลี่คลายสถานการณ์หมูหายไปจากระบบเป็นจำนวนมาก ด้วยสาเหตุของโรคระบาดที่เกิดขึ้น


นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระบุว่างานดังกล่าวได้รับความร่วมมือด้วยดีจากบริษัทผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งมีประสบการณ์ในการถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรคอนแทรคฟาร์มมิ่งของบริษัทปลอดภัยจากโรคระบาดได้สำเร็จ และยังคงเลี้ยงหมูป้อนตลาดได้จนถึงปัจจุบัน ส่งผู้แทนนักวิชาการของบริษัทร่วมถ่ายทอดเทคนิคความรู้ดังกล่าว ร่วมกับ ผศ.น.สพ.คัมภีร์ กอธีระกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านสุกรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน


ทั้งนี้ มาตรการป้องกันโรคดังกล่าว ต้องเริ่มต้นตั้งแต่การพิจารณาข้อมูลระดับจังหวัด โดยทำการโซนนิ่งพื้นที่เสี่ยงแล้วแบ่งออกเป็น 3 พื้นที่ ได้แก่ 1.) พื้นที่เสี่ยงสูง หรือ เขตโรคระบาด 2.) พื้นที่เฝ้าระวัง หรือติดกับเขตโรคระบาด และพื้นที่เสี่ยงต่ำ หรือพื้นที่นอกเขตเฝ้าระวัง จากนั้นเจาะลึกลงไปในพื้นที่เสี่ยงสูง หรือ เขตโรคระบาด แล้วแบ่งออกเป็น 3 ส่วนอีกครั้ง ดังนี้ ส่วนพื้นที่วิกฤต ส่วนพื้นที่ควบคุมสูงสุด และส่วนพื้นที่เฝ้าระวังสูงสุด วัดตามระยะห่างจากจุดเกิดโรค 1 กม., 5 กม., และมากกว่า 5 กม. ตามลำดับ


ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด หรือระยะห่างจากฟาร์มอื่นที่เกิดโรคในรัศมี 1-5 กิโลเมตร ต้องทำการแยกวิธีป้องกันโดย แบ่งโซน แยกคน  แยกรถ งดกิจกรรม และตรวจติดตาม ควบคู่การลงรายละเอียดถึง 15 ข้อ อาทิ แยกเขตที่พักอาศัยกับเขตเลี้ยงสัตว์ให้ชัดเจน อาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อนเข้าเขตเลี้ยงสัตว์ เปลี่ยนรองเท้าบู๊ท-จุ่มฆ่าเชื้อ แยกรองเท้าใส่ภายนอก เจ้าของฟาร์มต้องซื้ออาหารจากแหล่งปลอดโรคที่มีมาตรฐาน ห้ามรถภายนอกเข้าฟาร์ม  ให้รถส่งอาหารสัตว์มาเพียงเดือนละ 1 ครั้ง และพักอาหาร 24 ชม. พ่นยาฆ่าเชื้อรถทุกคันก่อนเข้าฟาร์ม ป้องกันสัตว์พาหะทุกชนิด ใช้น้ำบาดาลในการเลี้ยงสุกร พ่นยาฆ่าเชื้อรอบประตูโรงเรือน โรยปูนขาวบนถนนและพื้น บ่อทิ้งซากใช้งานได้จริง ไม่นำซากสุกรออกนอกฟาร์ม ติดตั้ง CCTV หน้าฟาร์ม หน้าห้องอาบน้ำและในโรงเรือน เป็นต้น โดยทั้งเจ้าของฟาร์มและคนงานต้องใส่ใจปฏิบัติอย่างเคร่งคร้ด ห้ามมิให้หละหลวมตกหล่นแม้แต่ข้อเดียว


อนึ่ง มาตรฐานฟาร์มสุกรในระบบไบโอซีเคียวริตี เป็นทางเดียวที่จะป้องกัน ASF ได้ เนื่องจากยังไม่มียาหรือวัคซีนสำหรับโรคนี้  และถือว่าเป็นพื้นฐานของระบบการป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์มที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งประกอบด้วย การเลี้ยงสุกรในโรงเรือนระบบปิด ป้องกันสัตว์พาหะทั้งหนู นก แมลงต่างๆ โดยวัตถุดิบต่างๆ ที่นำมาใช้ภายในฟาร์มไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำ หรืออื่นๆ จะมีการตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งที่มา ซึ่งทุกฟาร์มจะรับจากแหล่งที่ปลอดภัยเท่านั้น ทั้งยังต้องควบคุมรถขนส่งเข้า-ออกฟาร์มอย่างเข้มงวด รถทุกคัน-พนักงานทุกคนต้องผ่านระบบฆ่าเชื้อ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคนหรือพาหนะนั้นๆ จะไม่เป็นพาหะนำเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์ม รวมถึงการกำหนดจุดส่งมอบสุกรที่แยกจากฟาร์ม ทั้งหมดนี้ทำให้ยืนยันได้ในความปลอดภัยของกระบวนการผลิตสุกรเพื่อส่งมอบอาหารที่ปลอดภัยสู่ผู้บริโภค

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565

ชป.ขานรับ กอนช. คุมเข้มแผนใช้น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ย้ำน้ำกินน้ำใช้เพียงพอตลอดแล้งนี้

 

กรมชลประทาน เดินหน้าบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง เน้นย้ำน้ำกินน้ำใช้อุปโภคบริโภคเพียงพอใช้ตลอดแล้งนี้ พร้อมวอนทุกภาคส่วนร่วมใจกันประหยัดน้ำ ตามนโยบายของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) 

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) มีความห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูแล้งพื้นที่ภาคกลาง ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด เน้นย้ำน้ำอุปโภคบริโภคต้องเพียงพอตลอดฤดูแล้ง พร้อมกำหนดแผนการบริหารจัดการความเสี่ยงและแผนเผชิญ เหตุรองรับสถานการณ์ภัยแล้งในบางพื้นที่ไว้ล่วงหน้า รวมทั้งเร่งรัดโครงการสำคัญต่างๆ ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ นั้น

สถานการณ์น้ำต้นทุนใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบัน(18 ม.ค. 65) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 13,457 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หรือร้อยละ 54 ของความจุอ่างฯรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 6,761 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้มีการใช้น้ำไปแล้ว 2,225 ล้าน ลบ.ม. จึงได้เน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทานในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา บริหารจัดการน้ำตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะน้ำอุปโภคบริโภคต้องไม่ขาดแคลน ที่สำคัญให้จัดทำแผนการบริหารจัดการความเสี่ยงและแผนเผชิญเหตุไว้รองรับสถานการณ์ภัยแล้งในบางพื้นที่ไว้ล่วงหน้าด้วยแล้ว

ในส่วนของการทำนาปรัง ปัจจุบันมีการทำนาปรังในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาไปแล้วประมาณ 3.25 ล้านไร่ เกินแผนที่วางไว้ร้อยละ 16 (แผนวางไว้ 2.81 ล้านไร่) เกษตรกรส่วนหนึ่งจะใช้น้ำจากบ่อน้ำหรือแหล่งน้ำของตนเองในการทำนาปรัง ส่วนที่ใช้น้ำจากระบบชลประทาน ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทานในพื้นที่ติดตามและควบคุมการใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอใช้ตลอดแล้งนี้ ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า  

ชป.ชวนแกล้งข้าว ทำนา“เปียกสลับแห้ง”ช่วยประหยัดน้ำ เพิ่มผลผลิต ทางรอดภัยแล้ง

 

โครงการชลประทานเชียงใหม่ ต่อยอดงานวิจัยการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง แกล้งข้าว ชวนชาวนาเปลี่ยนวิธีการทำนา หวังลดต้นทุนการผลิต และช่วยประหยัดน้ำจากการทำนาได้มากกว่าร้อยละ 30 - 40 ทั้งยังเพิ่มผลผลิตและเพิ่มรายได้ให้กับชาวนา ช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูแล้งปี 2565 ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ มีอยู่ในเกณฑ์จำกัด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ และลุ่มน้ำเจ้าพระยา จำเป็นต้องวางแผนการใช้น้ำอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้มีการใช้น้ำอย่างประหยัดในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะน้ำเพื่อการเกษตรที่มีสัดส่วนการใช้น้ำค่อนข้างมาก เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำ จึงได้วางแผนบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่มีปริมาณน้ำในอ่างฯไม่ถึงร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าในช่วงปลายปี 2564 - ต้นปี 2565 อาจจะเกิดภัยแล้งได้ในบางพื้นที่ กรมชลประทาน ได้รณรงค์ให้พี่น้องเกษตรกรและทุกภาคส่วนร่วมกันใช้น้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคตลอดฤดูแล้งนี้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า 

จากสถานการณ์น้ำข้างต้น โครงการชลประทานเชียงใหม่ ได้ต่อยอดงานวิจัยการบริหารจัดการน้ำในการทำนา แบบเปียกสลับแห้ง โดยสมาชิกกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ออน ได้ร่วมกันทำแปลงสาธิตทดลองการทำนาเปียกสลับแห้งแกล้งข้าว ในพื้นที่หัวงานอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ออน ตำบลออนเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ประมาณ 10 ไร่ เพื่อส่งเสริมการใช้น้ำเพาะปลูกข้าวโดยวิธีประหยัดน้ำในช่วงวิกฤติ เนื่องด้วยอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ออน มีปริมาณน้ำเก็บกักในเกณฑ์น้ำน้อย จึงรณรงค์ให้มีการทำนาปลูกข้าวแบบประหยัดน้ำ แต่ได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นกว่าการปล่อยน้ำท่วมขังในแปลงนา ด้วยวิธีการทำนาเปียกสลับแห้งแกล้งข้าว โดยจะเรียกว่า“ทฤษฎี เปียก 5 แห้ง 15” 

โดยสรุปผลการทำนาแบบเปียกสลับแห้งในพื้นที่ของโครงการชลประทานเชียงใหม่ 

💧ใช้ปริมาณน้ำเพียง 480 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ จากปกติใช้น้ำฤดูแล้งประมาณ 800 ลบ.ม./ไร่ และฤดูฝน 1,200 ลบ.ม./ไร่ 

🌾 สามารถทำผลผลิตได้ถึง 770  กก./ไร่ เพิ่มขึ้นจากปกติประมาณ 170 กก./ไร่ 

ถือเป็นการทดลองที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก และสามารถเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ นำไปขยายผลได้อีกด้วย ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลง ช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นได้พอสมควร 


ด้านนายดำรง เล็กดี รองประธานกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ออน กล่าวว่า “ผลผลิตที่ได้เกินคาดเป็นที่น่าพอใจและก็รู้สึกประหลาดใจ ตนเองจะได้เอาวิธีการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งนี้สร้างการรับรู้และนำไปต่อยอดให้เกษตรกรสมาชิกผู้ใช้น้ำทดลองทำในแปลงนาตนเอง เพื่อเพิ่มผลผลิต อีกทั้งยังได้ประหยัดน้ำต้นทุน มีน้ำอุปโภคบริโภคตลอดฤดูกาลต่อไป” 


สำหรับการขยายผลโครงการฯ ในช่วงฤดูแล้งปี 2564/65 นี้ โครงการชลประทานเชียงใหม่ ได้มีการเผยแพร่และส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ไปยังพื้นที่ชลประทานอ่างเก็บน้ำแม่โก๋นอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว  จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 5000 ไร่ ทั้งนี้ หากเกษตรกรในพื้นที่ใด สนใจเรื่องการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถานีทดลองการใช้น้ำชลประทาน โครงการชลประทานใกล้บ้านได้ในวันเวลาราชการ

วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565

“กรมชล” เดินหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำรี-สร้างความมั่นคงด้านน้ำ จ.น่าน

 

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดน่าน เป็นโครงการที่กรมชลประทานได้สนองแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานพระราชดำริ เมื่อวันพุธที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2560 ให้กรมชลประทานและสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ร่วมกันพิจารณาจัดหาน้ำให้แก่โรงเรียนมัธยมพระราชทานเฉลิมพระเกียรติ และโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน

โดยให้พิจารณาการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำน้ำรี เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งโครงการดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1 กรมชลประทานได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เสร็จแล้ว พร้อมกับเร่งปรับปรุงข้อมูลรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ (คชก.) เพื่อนำเสนอรายงานชี้แจงเพิ่มเติมและเข้าสู่วาระการพิจารณาในวันที่ 14 มกราคม 2565 นี้ ก่อนนำเสนอให้คณะกรรมการน้ำแห่งชาติ (กนช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติโครงการฯ ตามลำดับในระยะต่อไป


สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน มีลักษณะเป็นเขื่อนหินถม สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 46 ล้านลูกบาศก์เมตร หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรในพื้นที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอทุ่งช้าง และอำเภอเชียงกลาง ได้มากกว่า 22,100 ไร่ ทั้งยังเป็นแหล่งขยายและเพาะพันธุ์ปลาแห่งใหม่ เสริมสร้างอาชีพให้แก่ประชาชนในพื้นที่โครงการและพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

“วัชระพล” ชง ครม. สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน

“วัชระพล” ชง ครม. สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน เดินหน้าขยายตลาดส่งออกนมเพื่อฟื้นฟู อ.ส.ค. ...