วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“วัชระพล” ชง ครม. สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน

“วัชระพล” ชง ครม. สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน เดินหน้าขยายตลาดส่งออกนมเพื่อฟื้นฟู อ.ส.ค. และอุตสาหกรรมนมไทยทั้งระบบ ขณะที่ อ.ส.ค. เตรียมเปิดประมูลจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีแบรนด์ไทย-เดนมาร์คที่หมดอายุรวมกว่า 5 แสนหีบ ในวันที่ 6 ส.ค. นี้ ลดภาระสต็อกและเร่งจัดการสินค้าที่เสื่อมสภาพ

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ในวันอังคารที่ 4 สิงหาคม​นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเสนอ ครม. พิจารณาขยายโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนจากเดิมที่ครอบคลุมระดับประถมศึกษาไปถึงระดับชั้นมัธยมศึกษา​ศึกษา​ปี​ที่​ 3 ซึ่งคาดว่า​ จะช่วยดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินได้เพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน และเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของแผนฟื้นฟูอุตสาหกรรมนมไทยทั้งระบบ

และ ในระยะต่อไปกระทรวงเกษตรฯ จะเสนอคณะกรรมการนโยบายโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) พิจารณาเพิ่มสัดส่วนโควตาโครงการนมโรงเรียนที่จัดสรรให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่ง​ประเทศไทย​ (อ.ส.ค.) จากเดิมร้อยละ 10 เนื่องจาก​ปัจจุบัน​อ.ส.ค. ได้​รับโควตา​นมโรงเรียน​น้อย​ แต่ต้องรับซื้อน้ำนม​ดิบนอกเหนือ​จาก​ MOU ของสหกรณ์​มาก​ เป็นภาระที่​ต้อง​แบกรับ​ทั้งด้าน​การ​แปรรูป​และ​การ​ตลาด​

ส่วน​การ​แก้ไข​ปัญหา​เฉพาะ​หน้า​ ได้ประสาน​กับ​หน่วยงาน​ต่างๆ​ ให้​รับซื้อนมไทย-เดนมาร์ค​ล่าสุด​ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ ในการช่วยระบายผลิตภัณฑ์นมที่ค้างสต็อกของ อ.ส.ค.

ขณะที่การจัดการผลิตภัณฑ์ที่เสื่อมสภาพ อ.ส.ค. ได้ประกาศเปิดขายทอดตลาดผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีแบรนด์ไทย-เดนมาร์คที่หมดอายุ 10 รายการ รวม 504,548 หีบ ราคาประเมินรวมกว่า 4.2 ล้านบาท โดยกำหนดเปิดลงทะเบียนผู้เข้าร่วมเสนอราคาในวันที่ 6 ส.ค. 2569 เวลา 08.00-10.00 น. ก่อนยื่นซองเสนอราคาเวลา 10.00 น. และเปิดซองเวลา 10.30 น. ณ สำนักงาน อ.ส.ค. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่นโดยได้กำชับให้ อ.ส.ค. เร่งระบายสินค้าก่อนหมดอายุ ไม่ปล่อยให้เกิดความเสียหายซ้ำ พร้อมจัดหาแหล่งเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องและพลิกฟื้นธุรกิจ ก่อนพิจารณาขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะเดียวกันได้ประสานกรมปศุสัตว์ นักวิจัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการยางแห่งประเทศไทย​ (กยท.) ศึกษาแนวทางนำนมที่หมดอายุไปใช้ประโยชน์ เช่น การเพิ่มโปรตีนในอาหารสัตว์ และการใช้รักษาโรคใบร่วงในยางพารา

นายวัชระ​พล​ได้ตั้งข้อสังเกตต่อการบริหารงานของ อ.ส.ค. หลังพบว่า​ยังมีผลิตภัณฑ์ใกล้​หมดอายุซึ่ง​ค้างสต็อกเป็นจำนวนมาก ทั้งที่องค์กรเคยเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีผลประกอบการแข็งแกร่งและมีรายได้ปีละกว่าหมื่นล้านบาท จึงจำเป็นต้องทบทวนประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ทั้งด้านต้นทุน การตลาด และช่องทางจำหน่าย เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดปัจจุบันและกลับมามีความมั่นคงอีกครั้งโดยแนวทาง​ที่​จะเร่ง​ดำเนินการ​นอกจากการเพิ่มการบริโภคภายในประเทศแล้ว กระทรวงเกษตรฯ ยังเร่งขยายตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์นม โดยมอบหมายให้สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน ประสานหาตลาดใหม่ ศึกษาความต้องการของผู้บริโภค ระดับราคา คู่แข่ง ช่องทางจำหน่าย และจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้า พร้อมผลักดันการเจรจาแก้ไขข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ มาตรฐาน และการอนุญาตนำเข้า เพื่อเปิดทางให้ผลิตภัณฑ์นมไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น

สำหรับตลาดจีน แม้จะมีการผลิตผลิตภัณฑ์นมภายในประเทศอย่างกว้างขวางและมีต้นทุนการผลิตค่อนข้างต่ำ แต่ยังมีโอกาสในตลาดผลิตภัณฑ์นมระดับพรีเมียม โดย อ.ส.ค. อยู่ระหว่างวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมรสทุเรียนและรสมังคุด เพื่อนำอัตลักษณ์ของผลไม้ไทยมาต่อยอดสร้างมูลค่าและเจาะกลุ่มผู้บริโภคชาวจีน

ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นอีกตลาดสำคัญ เนื่องจากมีอัตราการบริโภคนมสูง แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากต่างประเทศทั้งหมด ปัจจุบันไทยได้ยื่นขอเปิดตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์นมแล้ว และอยู่ระหว่างขั้นตอนการอนุญาตของทางการอินโดนีเซีย โดยในสัปดาหน้า​นายวัชระพลจะร่วมคณะของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อเร่งผลักดันการเปิดตลาดสินค้า​เกษตร​ซึ่ง​รวมถึง​ผลิตภัณฑ์นมไทย ซึ่งหากการเจรจาประสบความสำเร็จ คาดว่า​ จะช่วยระบายน้ำนมดิบภายในประเทศได้มากกว่า 1,000 ตันต่อวัน

อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรฯ ยังร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ปราศจากแลคโตส เพื่อเพิ่มมูลค่าน้ำนมดิบ รองรับการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโลกซึ่งมีมูลค่าสูง และสร้างช่องทางระบายผลผลิตในระยะยาว ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอื่นๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนมไทย

และ อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการปฏิรูปอุตสาหกรรมนม คือ ร่างพระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว และอยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ จะส่งผลให้โครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) เปลี่ยนแปลงจากปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่าจะเอื้อต่อการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการอุตสาหกรรมนมทั้งระบบ ให้มีความคล่องตัว สอดคล้องกับสถานการณ์ และสามารถยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนมไทยได้อย่างยั่งยืน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมกำหนด "ต้นทุนอ้างอิงโคมีชีวิต"

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมกำหนด "ต้นทุนอ้างอิงโคมีชีวิต" เป็นครั้งแรก ใช้เป็นข้อมูลประกอบการซื้อขาย ผลักดันให้การซื้อขายโคเนื้อใช้การชั่งน้ำหนักเป็นมาตรฐาน ยกระดับความเป็นธรรมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ หลังเผชิญปัญหาราคาโคเนื้อตกต่ำต่อเนื่องมานานกว่า 3 ปี


นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการศึกษาและติดตามด้านการผลิตพืช ประมง ปศุสัตว์ การตลาด และการนำเข้า–ส่งออกสินค้าเกษตร 


เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการฯ ได้ประชุมครั้งที่ 4/2569 ตามข้อสั่งการของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาราคาโคเนื้อไทยตกต่ำ ซึ่งยืดเยื้อมากว่า 3 ปี



โดยการประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ตัวแทนเกษตรกร สมาคมโคเนื้อ ผู้ประกอบการ โรงงานแปรรูป หอการค้า และผู้แทนภาคค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ร่วมพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรรู้ต้นทุน รู้ราคา และมีข้อมูลเพียงพอในการต่อรองราคาขายโคของตนเอง


ทั้งนี้ที่ประชุมมีมติเสนอให้กำหนดต้นทุนอ้างอิงโคมีชีวิต เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการซื้อขาย ประกอบด้วยโคขุนลูกผสมบราห์มัน เฉลี่ย 82 บาทต่อกิโลกรัมโคขุนลูกผสมยุโรป เฉลี่ย 108 บาทต่อกิโลกรัมโคพื้นเมือง เฉลี่ย 67 บาทต่อกิโลกรัม

โดยข้อเสนอดังกล่าวจะนำเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาโคเนื้อแห่งชาติ (Beef Board) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนให้สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทยประกาศต้นทุนอ้างอิงสำหรับใช้เป็นข้อมูลในการซื้อขายต่อไป


นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมอบหมายให้กรมปศุสัตว์ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมจัดทำโครงสร้างราคาและกำหนดแนวทางให้การซื้อขายโคเนื้อใช้การชั่งน้ำหนักเป็นเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อให้เกษตรกรทราบน้ำหนักจริงของโค มีข้อมูลอ้างอิงในการกำหนดราคา และลดปัญหาการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรม



นายทรงศักดิ์ อีกว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้เกษตรกรสามารถขายโคได้อย่างมีมาตรฐาน รู้ทั้งน้ำหนักจริง ต้นทุนอ้างอิง และระดับราคาที่เหมาะสมในการจำหน่าย เพิ่มอำนาจต่อรองในการซื้อขาย และสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายในตลาดซึ่งหากข้อเสนอได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพัฒนาโคเนื้อแห่งชาติ จะถือเป็น ครั้งแรกที่ประเทศไทยมีต้นทุนอ้างอิงโคมีชีวิตสำหรับใช้ประกอบการซื้อขาย ควบคู่กับการผลักดันให้การซื้อขายใช้การชั่งน้ำหนักเป็นมาตรฐาน ซึ่งคาดว่าจะช่วยยกระดับตลาดโคเนื้อไทยให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นแก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคในระยะยาวต่อไป 

“วัชระพล” ชง ครม. สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน

“วัชระพล” ชง ครม. สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน เดินหน้าขยายตลาดส่งออกนมเพื่อฟื้นฟู อ.ส.ค. ...