วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ไบเออร์ จับมือ GIZ และ BCIU ผนึกความร่วมมือขับเคลื่อนระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

 


ไบเออร์ โดยความร่วมมือกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit: GIZ)  และสภาธุรกิจเพื่อความเข้าใจระหว่างประเทศ (Business Council for International Understanding: BCIU) จัดงานเสวนา “Securing the Future of Rice: Innovation and Partnerships Advancing Food Security, Climate Resilience and Low-Carbon Rice Systems” ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กับการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้แทนจากภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และองค์กรด้านการพัฒนาการเกษตร ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของการผลิตข้าวในเอเชีย

ข้าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกและเป็นรากฐานในการดำรงชีวิตของเกษตรกรหลายล้านคน แต่การผลิตข้าวกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้นในด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน งานเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญระดับสูงจากภาครัฐ องค์กรพหุภาคี สถาบันวิจัย ภาคการเงิน และภาคเอกชน เพื่อหาแนวทางการขยายผลระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในภูมิภาค  ผู้เข้าร่วมงานได้แลกเปลี่ยนมุมมองว่า ความท้าทายในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่การสร้างนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่คือการผสานแนวทางต่าง ๆ อย่างเหมาะสมให้เป็นระบบที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น และช่วยให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้อย่างมั่นใจและสร้างผลตอบแทน

การเสวนาได้นำเสนอแนวทางที่นำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความมั่นคงทางอาหาร ความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกร และเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศสามารถขับเคลื่อนไปพร้อมกันได้ โดยอาศัยกลไกหรือเครื่องมือทางการเงินที่คำนึงถึงสภาพภูมิอากาศ แนวปฏิบัติทางการเกษตรที่ยั่งยืน  และความร่วมมือที่เข้มแข็งตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตัวอย่างแนวทางที่มีการนำเสนอ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างยั่งยืน การจัดการน้ำในการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง การทำนาแบบหว่านเมล็ดโดยตรง การใช้เครื่องจักรกลการเกษตร การจัดการศัตรูพืชและสารตกค้างแบบผสมผสาน ตลอดจนบริการให้คำแนะนำผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล

คุณอนุป แจ็กวานี (Anup Jagwani) ผู้อำนวยการระดับโลก ฝ่ายการเกษตรและธุรกิจเกษตร กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ให้เกียรติกล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดงานในหัวข้อ “ข้าวยุคใหม่เพื่อความมั่นคงทางอาหาร ความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาที่ยั่งยืน”

ภายในงานมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ คุณแมทเธียส แบร์นิงเงอร์ (Matthias Berninger) รองประธานบริหาร ฝ่ายกิจการสาธารณะระดับโลก ความยั่งยืน และความปลอดภัย บริษัท ไบเออร์ เอจี; คุณอิงกริด-กาเบรียลา โฮเวน (Ingrid-Gabriela Hoven) กรรมการผู้จัดการ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) GmbH; ดร. ฝ่าม กวาง มินห์ (Dr. Pham Quang Minh) หัวหน้าแผนกอาหาร เกษตร และป่าไม้ สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat); ดร. ชิษณุชา บุดดาบุญ ที่ปรึกษากรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย; ดร. ฮวินห์ กิม ดินห์ (Dr. Huynh Kim Dinh) รองอธิบดี หน่วยงานส่งเสริมการเกษตรแห่งชาติเวียดนาม กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม ประเทศเวียดนาม; คุณโบ ดาเมน (Beau Damen) เจ้าหน้าที่ด้านทรัพยากรธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเงินเพื่อภูมิอากาศ สำนักงานองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก; ศาสตราจารย์พอล เต็ง (Prof. Dr. Paul Teng) ผู้อำนวยการบริหาร IRRI Fund Singapore; คุณไซมอน ธอร์สเทน วีบุช (Simon Thorsten Wiebusch) รองประธานกรรมการ กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไบเออร์ ครอปไซแอนซ์ จำกัด ประเทศอินเดีย; คุณอัมพวา ศีลนนทร์ หัวหน้าโครงการด้านการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โครงการ Thai Rice GCF องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ); และ คุณพอล นิโคลสัน (Paul Nicholson) รองประธานและหัวหน้าฝ่ายวิจัยข้าวและความยั่งยืน บริษัท Olam

การเสวนาภายในงานครอบคลุม 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1.    บริบทโลก นวัตกรรม และความร่วมมือด้านข้าว ความมั่นคงทางอาหาร และความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Global Context, Innovation and Partnership of Rice, Food Security and Climate Resilience) ดำเนินรายการโดยคุณเอเดรียน วิลเลอร์ (Adrien Viller) ผู้อำนวยการฝ่ายความสัมพันธ์สมาชิกของ BCIU โดยมุ่งแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของนวัตกรรมและความร่วมมือในการรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการสนับสนุนการพัฒนาระบบการผลิตข้าวให้มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น


2.    ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อการผลิตข้าวอย่างยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสู่ข้าวคาร์บอนต่ำในเอเชีย (Public-Private Partnership in Sustainable Rice and Low-Carbon Transformation in Asia) ดำเนินรายการโดยคุณนูเพอร์ เดซาย (Noopur Desai) ผู้จัดการฝ่ายโครงการริเริ่มและความร่วมมือด้านอาหารของสภาเศรษฐกิจโลก โดยมุ่งเน้นบทบาทของความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่จะช่วยส่งเสริมการยอมรับของเกษตรกรให้นำแนวปฏิบัติด้านการผลิตข้าวอย่างยั่งยืนและข้าวคาร์บอนต่ำไปใช้ และช่วยขยายผลแนวปฏิบัติดังกล่าวให้แพร่หลายทั่วภูมิภาคเอเชีย


การเปลี่ยนผ่านระบบการผลิตข้าวไม่อาจอาศัยเพียงโซลูชันเท่านั้น แต่จำเป็นต้องมีนโยบายของภาครัฐที่สอดประสานกัน แหล่งเงินทุนที่เข้าถึงได้ ระบบส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ แรงจูงใจทางการตลาด ตลอดจนความร่วมมือที่เข้มแข็งและต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำแนวทางต่างๆ ไปใช้ได้อย่างมั่นใจและสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า


การเสวนาครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของภาครัฐ สถาบันการเงิน พันธมิตรภาครัฐและเอกชน รวมถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร สนับสนุนความสามารถในการรับมือของเกษตรกรกับความเปลี่ยนแปลงและขับเคลื่อนระบบการผลิตข้าวที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้นในเอเชีย

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2569

DJI Agriculture เตรียมจัดงาน “นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางเกษตร พลิกวิถี คืนกำไร” เปิดประสบการณ์โดรนเกษตรในสวนทุเรียนจริง

 


จันทบุรี, 22–23 กันยายน 2569 – DJI Agriculture เตรียมจัดงาน“นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางเกษตร พลิกวิถี คืนกำไร” ณ ทุเรียนสวนจันทบุรี SW Garden จังหวัดจันทบุรี ภายใต้แนวคิด "เทคโนโลยีที่เข้าใจสวน ยกระดับวิถีเกษตรกรให้ยั่งยืน” เปิดพื้นที่ให้เกษตรกร ผู้ให้บริการโดรน ตัวแทนจำหน่าย สื่อมวลชน KOL และ KOC ได้สัมผัสเทคโนโลยีการเกษตรในสภาพแวดล้อมจริง พร้อมเรียนรู้แนวทางการนำโดรนมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดภาระแรงงาน และบริหารต้นทุนการทำงานภายในสวนอย่างเป็นระบบ



งานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากคุณ Niki Shen, Head of DJI Agriculture Marketing เป็นผู้กล่าวเปิดงาน พร้อมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีเพื่อยกระดับภาคเกษตรอย่างยั่งยืน มุ่งนำเสนอเทคโนโลยีผ่านปัญหาและเงื่อนไขการทำงานจริงของสวนผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านแรงงาน ความสูงและความหนาแน่นของทรงพุ่ม ความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนต้นทุนในการบริหารจัดการสวน โดยมีการสาธิตโดรนเกษตร DJI AGRAS T100, T70P และ T55 เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเห็นแนวทางการเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับลักษณะงาน ขนาดพื้นที่ และเป้าหมายในการใช้งาน

 



พิสูจน์ประสิทธิภาพการพ่นในสวนทุเรียนจริง

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือการเปรียบเทียบการพ่นแบบดั้งเดิมกับการพ่นด้วยโดรน DJI Agriculture โดยติดตั้งกระดาษวัดละอองน้ำในตำแหน่งต่าง ๆ ของต้นทุเรียน เพื่อสังเกตการกระจายตัวของละออง การเข้าถึงใต้ใบ และการเข้าถึงส่วนต่าง ๆ ภายในทรงพุ่ม ตลอดจนเปรียบเทียบขั้นตอนการทำงาน ระยะเวลา จำนวนผู้ปฏิบัติงาน และปริมาณน้ำที่ใช้

การสาธิตดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้เกษตรกรและผู้ให้บริการประเมินเทคโนโลยีจากข้อมูลและสิ่งที่สังเกตได้จริงภายในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันตามลักษณะต้นไม้ สภาพอากาศ รูปแบบการบิน การตั้งค่าอุปกรณ์ และเงื่อนไขการปฏิบัติงาน โดยการสาธิตภายในงานจะใช้เฉพาะน้ำสะอาดหรือสารติดตามชนิดละลายน้ำ และไม่มีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชจริง

 



สาธิตระบบยกภายใต้มาตรการความปลอดภัย

ภายในงานยังมีการสาธิตระบบยกด้วยโดรน ตั้งแต่การติดตั้งอุปกรณ์ การตรวจสอบความพร้อม ไปจนถึงการยกถุงปุ๋ยน้ำหนัก 50 กิโลกรัม เพื่อแสดงให้เห็นแนวทางและความเป็นไปได้ของการประยุกต์ใช้โดรนกับภารกิจด้านการยกและเคลื่อนย้ายสิ่งของภายในพื้นที่เกษตร

กิจกรรมนี้เป็นการสาธิตโดยนักบินและเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญภายใต้พื้นที่ควบคุม ผู้เข้าร่วมจะไม่ได้เป็นผู้ควบคุมการบิน และต้องปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ การนำระบบยกไปใช้งานจริงจำเป็นต้องพิจารณาข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง น้ำหนักบรรทุก สภาพอากาศ ลักษณะพื้นที่ และความพร้อมของผู้ปฏิบัติงานในแต่ละภารกิจ

 

 


 

เชื่อมเทคโนโลยีกับความคุ้มค่าทางธุรกิจ

นอกจากการสาธิตภาคสนาม งานนี้คุณ Ziv Deng (Sales Manager of Thailand) ยังนำเสนอแนวทางคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ ROI สำหรับงานพ่น (T100 single battery version with 2pcs of DB2160/2122 batteries, the investment will be recovered by 3100 rai. ) 

 

โดยพิจารณาจากต้นทุนการดำเนินงาน จำนวนงาน อัตราค่าบริการ ค่าแรง ค่าพลังงาน และค่าบำรุงรักษา เพื่อช่วยให้เกษตรกรและผู้ให้บริการประเมินจุดคุ้มทุนได้อย่างเหมาะสมการคำนวณ ROI ภายในงานจะเน้นเฉพาะกรณีงานพ่น ส่วนระบบยกจะนำเสนอในฐานะกรณีการใช้งานเพิ่มเติม และจะไม่รวมอยู่ในการคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุนครั้งนี้

 


ถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้ใช้งานจริงและผู้เชี่ยวชาญ

วันที่ 22 กันยายน 2569 งานจัดขึ้นสำหรับเกษตรกรและผู้ใช้งาน โดยมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ การสาธิตภาคสนาม การแนะนำเครื่องมือคำนวณ ROI ตลอดจนการแบ่งปันประสบการณ์จาก คุณวุฒิชัย คุณเจตน์ อดีตนายกสมาคมทุเรียนไทยและเจ้าของไร่ทุเรียนสุขเกษม คุณมะนาว กานดา พัฒนประเสริฐ เจ้าของทุเรียนสวนจันทบุรี SW Garden และคุณเปอร์ นิรมิต พุ่มพวย นักบินโดยมืออาชีพ



วันที่ 23 กันยายน 2569 งานจัดขึ้นสำหรับสื่อมวลชน KOL และ KOC โดยเน้นการชมและบันทึกภาพการสาธิต การเปรียบเทียบการพ่น และการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมทุเรียนและผลไม้ภาคตะวันออก พร้อมเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องและเก็บภาพจากพื้นที่จริง

 


งาน “นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางเกษตร พลิกวิถี คืนกำไร” สะท้อนแนวทางของ DJI Agriculture ภายใต้แนวคิด "เทคโนโลยีที่เข้าใจสวน  ยกระดับวิถีเกษตรกรให้ยั่งยืน” ในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับความต้องการของภาคการเกษตร ผ่านการพิสูจน์ในพื้นที่จริง การรับฟังความคิดเห็นจากผู้ใช้งาน และการพิจารณาความคุ้มค่าอย่างรอบด้าน เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรไทยสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมในอนาคต

 


ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของ DJI Agriculture และตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ

วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“วัชระพล” ชง ครม. สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน

“วัชระพล” ชง ครม. สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน เดินหน้าขยายตลาดส่งออกนมเพื่อฟื้นฟู อ.ส.ค. และอุตสาหกรรมนมไทยทั้งระบบ ขณะที่ อ.ส.ค. เตรียมเปิดประมูลจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีแบรนด์ไทย-เดนมาร์คที่หมดอายุรวมกว่า 5 แสนหีบ ในวันที่ 6 ส.ค. นี้ ลดภาระสต็อกและเร่งจัดการสินค้าที่เสื่อมสภาพ

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ในวันอังคารที่ 4 สิงหาคม​นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเสนอ ครม. พิจารณาขยายโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนจากเดิมที่ครอบคลุมระดับประถมศึกษาไปถึงระดับชั้นมัธยมศึกษา​ศึกษา​ปี​ที่​ 3 ซึ่งคาดว่า​ จะช่วยดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินได้เพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน และเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของแผนฟื้นฟูอุตสาหกรรมนมไทยทั้งระบบ

และ ในระยะต่อไปกระทรวงเกษตรฯ จะเสนอคณะกรรมการนโยบายโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) พิจารณาเพิ่มสัดส่วนโควตาโครงการนมโรงเรียนที่จัดสรรให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่ง​ประเทศไทย​ (อ.ส.ค.) จากเดิมร้อยละ 10 เนื่องจาก​ปัจจุบัน​อ.ส.ค. ได้​รับโควตา​นมโรงเรียน​น้อย​ แต่ต้องรับซื้อน้ำนม​ดิบนอกเหนือ​จาก​ MOU ของสหกรณ์​มาก​ เป็นภาระที่​ต้อง​แบกรับ​ทั้งด้าน​การ​แปรรูป​และ​การ​ตลาด​

ส่วน​การ​แก้ไข​ปัญหา​เฉพาะ​หน้า​ ได้ประสาน​กับ​หน่วยงาน​ต่างๆ​ ให้​รับซื้อนมไทย-เดนมาร์ค​ล่าสุด​ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ ในการช่วยระบายผลิตภัณฑ์นมที่ค้างสต็อกของ อ.ส.ค.

ขณะที่การจัดการผลิตภัณฑ์ที่เสื่อมสภาพ อ.ส.ค. ได้ประกาศเปิดขายทอดตลาดผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีแบรนด์ไทย-เดนมาร์คที่หมดอายุ 10 รายการ รวม 504,548 หีบ ราคาประเมินรวมกว่า 4.2 ล้านบาท โดยกำหนดเปิดลงทะเบียนผู้เข้าร่วมเสนอราคาในวันที่ 6 ส.ค. 2569 เวลา 08.00-10.00 น. ก่อนยื่นซองเสนอราคาเวลา 10.00 น. และเปิดซองเวลา 10.30 น. ณ สำนักงาน อ.ส.ค. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่นโดยได้กำชับให้ อ.ส.ค. เร่งระบายสินค้าก่อนหมดอายุ ไม่ปล่อยให้เกิดความเสียหายซ้ำ พร้อมจัดหาแหล่งเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องและพลิกฟื้นธุรกิจ ก่อนพิจารณาขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะเดียวกันได้ประสานกรมปศุสัตว์ นักวิจัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการยางแห่งประเทศไทย​ (กยท.) ศึกษาแนวทางนำนมที่หมดอายุไปใช้ประโยชน์ เช่น การเพิ่มโปรตีนในอาหารสัตว์ และการใช้รักษาโรคใบร่วงในยางพารา

นายวัชระ​พล​ได้ตั้งข้อสังเกตต่อการบริหารงานของ อ.ส.ค. หลังพบว่า​ยังมีผลิตภัณฑ์ใกล้​หมดอายุซึ่ง​ค้างสต็อกเป็นจำนวนมาก ทั้งที่องค์กรเคยเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีผลประกอบการแข็งแกร่งและมีรายได้ปีละกว่าหมื่นล้านบาท จึงจำเป็นต้องทบทวนประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ทั้งด้านต้นทุน การตลาด และช่องทางจำหน่าย เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดปัจจุบันและกลับมามีความมั่นคงอีกครั้งโดยแนวทาง​ที่​จะเร่ง​ดำเนินการ​นอกจากการเพิ่มการบริโภคภายในประเทศแล้ว กระทรวงเกษตรฯ ยังเร่งขยายตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์นม โดยมอบหมายให้สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน ประสานหาตลาดใหม่ ศึกษาความต้องการของผู้บริโภค ระดับราคา คู่แข่ง ช่องทางจำหน่าย และจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้า พร้อมผลักดันการเจรจาแก้ไขข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ มาตรฐาน และการอนุญาตนำเข้า เพื่อเปิดทางให้ผลิตภัณฑ์นมไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น

สำหรับตลาดจีน แม้จะมีการผลิตผลิตภัณฑ์นมภายในประเทศอย่างกว้างขวางและมีต้นทุนการผลิตค่อนข้างต่ำ แต่ยังมีโอกาสในตลาดผลิตภัณฑ์นมระดับพรีเมียม โดย อ.ส.ค. อยู่ระหว่างวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมรสทุเรียนและรสมังคุด เพื่อนำอัตลักษณ์ของผลไม้ไทยมาต่อยอดสร้างมูลค่าและเจาะกลุ่มผู้บริโภคชาวจีน

ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นอีกตลาดสำคัญ เนื่องจากมีอัตราการบริโภคนมสูง แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากต่างประเทศทั้งหมด ปัจจุบันไทยได้ยื่นขอเปิดตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์นมแล้ว และอยู่ระหว่างขั้นตอนการอนุญาตของทางการอินโดนีเซีย โดยในสัปดาหน้า​นายวัชระพลจะร่วมคณะของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อเร่งผลักดันการเปิดตลาดสินค้า​เกษตร​ซึ่ง​รวมถึง​ผลิตภัณฑ์นมไทย ซึ่งหากการเจรจาประสบความสำเร็จ คาดว่า​ จะช่วยระบายน้ำนมดิบภายในประเทศได้มากกว่า 1,000 ตันต่อวัน

อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรฯ ยังร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ปราศจากแลคโตส เพื่อเพิ่มมูลค่าน้ำนมดิบ รองรับการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโลกซึ่งมีมูลค่าสูง และสร้างช่องทางระบายผลผลิตในระยะยาว ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอื่นๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนมไทย

และ อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการปฏิรูปอุตสาหกรรมนม คือ ร่างพระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว และอยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ จะส่งผลให้โครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) เปลี่ยนแปลงจากปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่าจะเอื้อต่อการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการอุตสาหกรรมนมทั้งระบบ ให้มีความคล่องตัว สอดคล้องกับสถานการณ์ และสามารถยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนมไทยได้อย่างยั่งยืน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมกำหนด "ต้นทุนอ้างอิงโคมีชีวิต"

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมกำหนด "ต้นทุนอ้างอิงโคมีชีวิต" เป็นครั้งแรก ใช้เป็นข้อมูลประกอบการซื้อขาย ผลักดันให้การซื้อขายโคเนื้อใช้การชั่งน้ำหนักเป็นมาตรฐาน ยกระดับความเป็นธรรมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ หลังเผชิญปัญหาราคาโคเนื้อตกต่ำต่อเนื่องมานานกว่า 3 ปี


นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการศึกษาและติดตามด้านการผลิตพืช ประมง ปศุสัตว์ การตลาด และการนำเข้า–ส่งออกสินค้าเกษตร 


เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการฯ ได้ประชุมครั้งที่ 4/2569 ตามข้อสั่งการของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาราคาโคเนื้อไทยตกต่ำ ซึ่งยืดเยื้อมากว่า 3 ปี



โดยการประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ตัวแทนเกษตรกร สมาคมโคเนื้อ ผู้ประกอบการ โรงงานแปรรูป หอการค้า และผู้แทนภาคค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ร่วมพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรรู้ต้นทุน รู้ราคา และมีข้อมูลเพียงพอในการต่อรองราคาขายโคของตนเอง


ทั้งนี้ที่ประชุมมีมติเสนอให้กำหนดต้นทุนอ้างอิงโคมีชีวิต เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการซื้อขาย ประกอบด้วยโคขุนลูกผสมบราห์มัน เฉลี่ย 82 บาทต่อกิโลกรัมโคขุนลูกผสมยุโรป เฉลี่ย 108 บาทต่อกิโลกรัมโคพื้นเมือง เฉลี่ย 67 บาทต่อกิโลกรัม

โดยข้อเสนอดังกล่าวจะนำเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาโคเนื้อแห่งชาติ (Beef Board) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนให้สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทยประกาศต้นทุนอ้างอิงสำหรับใช้เป็นข้อมูลในการซื้อขายต่อไป


นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมอบหมายให้กรมปศุสัตว์ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมจัดทำโครงสร้างราคาและกำหนดแนวทางให้การซื้อขายโคเนื้อใช้การชั่งน้ำหนักเป็นเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อให้เกษตรกรทราบน้ำหนักจริงของโค มีข้อมูลอ้างอิงในการกำหนดราคา และลดปัญหาการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรม



นายทรงศักดิ์ อีกว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้เกษตรกรสามารถขายโคได้อย่างมีมาตรฐาน รู้ทั้งน้ำหนักจริง ต้นทุนอ้างอิง และระดับราคาที่เหมาะสมในการจำหน่าย เพิ่มอำนาจต่อรองในการซื้อขาย และสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายในตลาดซึ่งหากข้อเสนอได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพัฒนาโคเนื้อแห่งชาติ จะถือเป็น ครั้งแรกที่ประเทศไทยมีต้นทุนอ้างอิงโคมีชีวิตสำหรับใช้ประกอบการซื้อขาย ควบคู่กับการผลักดันให้การซื้อขายใช้การชั่งน้ำหนักเป็นมาตรฐาน ซึ่งคาดว่าจะช่วยยกระดับตลาดโคเนื้อไทยให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นแก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคในระยะยาวต่อไป 

วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ไทยพร้อมโชว์ศักยภาพสินค้าเกษตรคุณภาพพรีเมียม สู่ตลาดซาอุดิอาระเบีย ในงาน Agro Food Jeddah 2025

 


ประเทศไทยเตรียมนำเสนอศักยภาพสินค้าเกษตรคุณภาพสูง ในงาน Agro Food Jeddah 2025 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–5 ธันวาคม 2568 ณ เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า นำเสนอคุณภาพ มาตรฐาน และความพร้อมของสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดตะวันออกกลางอย่างเต็มรูปแบบ

ภายในงาน ผู้เข้าชมจะได้พบกับผลไม้สด ผลไม้แปรรูป สินค้าเกษตรมูลค่าสูง และนวัตกรรมอาหารจากประเทศไทย ที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานสากล ทั้งด้านความปลอดภัย คุณภาพ และระบบตรวจสอบย้อนกลับ

“ประเทศไทยมุ่งมั่นยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง งาน Agro Food Jeddah 2025 เป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการค้า และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและคู่ค้าชาวซาอุดิอาระเบีย เราพร้อมนำเสนอสินค้าเกษตรที่ดีที่สุด ภายใต้มาตรฐานที่เข้มงวด เพื่อให้เป็นที่ไว้วางใจและต่อยอดสู่ความร่วมมือระยะยาว”

ประเทศไทยขอเชิญผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ ร่วมเปิดประสบการณ์สินค้าเกษตรคุณภาพสูงของไทย พร้อมโอกาสเจรจาธุรกิจและสร้างเครือข่ายใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568

43% ของคนรุ่นใหม่ทั่วโลกไม่สามารถนอนหลับได้อย่างเต็มที่หันมาใช้ CBD เพื่อการพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกาย

 


Diip สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ CBD จากธรรมชาติ นำเสนอตัวเลือกใหม่ที่เข้ากับทุกไลฟ์สไตล์

[กรุงเทพฯ – 2 ธันวาคม 2568] – ด้วยยุคสมัยที่ผู้คนต้องตามเท่าทันทุกเหตุการณ์ ช่วงเวลาที่ควรใช้ในการพักผ่อนกลับถูกใช้เพื่ออัปเดตข่าวสารที่เกิดขึ้นรอบตัวในแต่ละวัน ทำให้ไม่สามารถนอนหลับได้อย่างเพียงพอ ประกอบการใช้ตัวช่วยที่อาจส่งผลกระทบระยะยาว ปัญหาเรื่องการนอนหลับจึงไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในกลุ่มผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่กลุ่มคนวัยทำงานรุ่นใหม่กำลังเผชิญเช่นกัน

แม้จะอ่อนเพลียจากการทำงานและกิจกรรมต่าง ๆ มาตลอดทั้งวัน แต่คนวัยหนุ่มสาวในยุคนี้กลับประสบปัญหาเรื่องการนอนหลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากผลการวิจัยหลายชิ้นพบว่า คนหนุ่มสาวจำนวนมากกำลังประสบปัญหานอนไม่หลับ ซึ่งมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การใช้เวลาอยู่หน้าจอนานเกินไปก่อนเข้านอน และการดื่มคาเฟอีนปริมาณมากเกินไปทั้งในระหว่างวัน และในตอนเย็นเพื่อเร่งทำงานให้เสร็จตามกำหนด

ด้วยความกลัวที่จะพลาดสิ่งต่าง ๆ (Fear of Missing Out หรือ FOMO) คนกลุ่มนี้จึงลดทอนเวลาพักผ่อน และใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ไปกับการไถหน้าจอ สอดคล้องกับรายงาน Dreem Health State of Sleep Health ปี 2568 ที่ระบุว่า คนรุ่นใหม่ทั่วโลกกว่า 43% ไม่สามารถนอนหลับได้อย่างเต็มที่ โดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการใช้โทรศัพท์ก่อนนอน

ในขณะเดียวกัน การบริโภคคาเฟอีนก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากถูกนำเสนอว่าเป็นทางออกที่รวดเร็วสำหรับความเหนื่อยล้า ช่วยต่อสู้กับอาการนอนไม่พอ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ผู้คนส่วนใหญ่จึงใช้คาเฟอีนเพื่อรับมือกับความเครียดจากการทำงานและแรงกดดันในสังคม โดยมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน ด้วยข้อมูลจาก Coffee Day ในปี 2567-2568 ที่ระบุว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ถึง 52% ของประชากรโลก เป็นกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนเทรนด์การบริโภคผลิตภัณฑ์กาแฟ

แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยกระแสการดูแลสุขภาพที่กำลังเติบโตขึ้น CBD จึงได้เข้ามามีบทบาทในการใช้งานเพื่อการพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่หันมาใส่ใจสุขภาพและเริ่มมองหาทางเลือกจากธรรมชาติที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ออกฤทธิ์ได้นาน ไม่เกิดผลข้างเคียง และไม่ก่อให้เกิดการเสพติดในระยะยาว ประกอบกับการยอมรับใน CBD ของสาธารณชนที่มากขึ้น ผู้คนจึงสามารถเข้าถึงข้อมูลและมีความเข้าใจอย่างถูกต้อง CBD จึงเริ่มกลายเป็นตัวช่วยใหม่ ที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านเทรนด์สุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellbeing) และด้านความสะดวกสบายในการใช้งาน ด้วยผลิตภัณฑ์หลายประเภทให้เลือกใช้ อาทิ กัมมี่ ออยล์ดรอปเปอร์ หรือแคปซูล ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ 

CBD (Cannabidiol) เป็นทางเลือกจากธรรมชาติ 100% ที่ช่วยสร้างความสงบจากภายใน บรรเทาอาการเครียดและวิตกกังวล ส่งผลให้ผู้ใช้งานสามารถหลับได้สนิท และพักผ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ก่อให้เกิดอาการมึนเมา ต่างจาก THC (Tetrahydrocannabinol) ที่มาจากพืชตระกูลเดียวกัน แต่มีผลต่อระบบประสาทและมีผลข้างเคียง ทำให้ CBD เป็นทางเลือกที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และมีความเสี่ยงต่ำในการเริ่มต้นใช้งาน ผลสำรวจจาก CBDistiller ในปี 2568 ก็พบว่า คนรุ่นใหม่ถึง 30%ยินดีจ่ายเงินมากกว่า 3,000 บาทต่อเดือนให้กับผลิตภัณฑ์ CBD สอดคล้องกับความนิยมของคนรุ่นใหม่ที่สนใจผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและออร์แกนิก

Diip จึงมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ CBD ที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับทุกไลฟ์สไตล์และข้อกำหนดทางกฎหมายของคนไทย โดยทุกขั้นตอนการผลิตถูกดูแลอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การเพาะปลูก สกัด คิดค้นสูตร ไปจนถึงการบรรจุ แบบครบวงจรในประเทศไทย มีกระบวนการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดตามมาตรฐานสากล ผ่านการทดสอบและได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อมอบความมั่นใจสูงสุดในการนำ CBD เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกิจวัตรประจำวันของทุกคน โดยผลิตภัณฑ์ Diip มีวางจำหน่ายแล้วที่ ช็อปออนไลน์ วิลล่ามาร์เก็ต บิวเทรี่ยม และร้านขายยาชั้นนำทั่วประเทศ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://goodneighborsbiotech.com หรือ Line Official: @diipcbd

ท้ายที่สุดแล้ว การลดความสนใจในความสุขระยะสั้น เพื่อลงทุนในสุขภาพระยะยาว คือการแสดงความรักต่อตนเอง การตัดความกังวลเรื่องราวรอบตัว และโฟกัสที่ความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง จะมอบผลตอบแทนที่คุ้มค่าในอนาคต โดยไม่เสียดายในภายหลัง

วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

อ.ต.ก. ขับเคลื่อนสินค้าเกษตรเมืองร้อนมูลค่าสูงของไทยสู่ตะวันออกกลางในงาน Agro food Jeddah 2025

 


          องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เดินหน้าขยายตลาดสินค้าเกษตรเมืองร้อนมูลค่าสูงของไทยสู่ตลาดสากล ตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580) และนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมุ่งเน้นการผลิตสินค้าเกษตรมาตรฐานปลอดภัย การตลาดเชิงรุก และสร้างโอกาสทางการค้าในต่างประเทศอย่างยั่งยืน

           อ.ต.ก. เตรียมเข้าร่วมจัดกิจกรรม Agro food Jeddah ระหว่างวันที่ 3–5 ธันวาคม 2568 ณ เมืองเจดดาห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อเผยแพร่ศักยภาพสินค้าเกษตรไทยให้แก่ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า และผู้บริโภคจากทั่วโลก พร้อมสร้างเวทีเจรจาธุรกิจและขยายเครือข่ายทางการค้า

           “อ.ต.ก. มุ่งมั่นพัฒนาสินค้าเกษตรไทยให้แข่งขันได้ในระดับโลก โดยยกระดับมาตรฐานการผลิตและการตลาด งาน Agro food Jeddah เป็นเวทีสำคัญในการเปิดตลาดใหม่และสร้างการรับรู้ภาพลักษณ์สินค้าเกษตรไทยในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงต่อการเติบโตในอนาคต”

           โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ

           1. ประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์สินค้าเกษตรเมืองร้อนมูลค่าสูงของไทย

            2. ขยายช่องทางจำหน่ายและเพิ่มมูลค่าทางการค้า

            3. ส่งเสริมโอกาสการเจรจาธุรกิจระหว่างไทย–ตะวันออกกลางและตลาดโลก

           4. ศึกษาแนวโน้มตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อพัฒนากลยุทธ์การตลาด

           กลุ่มเป้าหมาย

           • เกษตรกรผู้ผลิตสินค้ามาตรฐานส่งออก

           •   ผู้ประกอบการรวบรวม/ส่งออกสินค้าเกษตรคุณภาพสูง

           •   ผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และผู้บริโภคในตลาดตะวันออกกลาง




ไบเออร์ จับมือ GIZ และ BCIU ผนึกความร่วมมือขับเคลื่อนระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

  ไบเออร์ โดยความร่วมมือกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit: GIZ)  และสภาธุ...