วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2564

มรภ. ยะลา คว้ารางวัล Gold Award พิธีปิดงาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค และวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2564 ส่วนภูมิภาค”

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีมอบรางวัล Regional Research Expo and Inventors’ Day 2021 Award และมอบโล่รางวัลนักวิจัยดีเด่นมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ในพิธีปิดงาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค และวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2564 ส่วนภูมิภาค” (Regional Research Expo and Inventor’ s Day 2021) โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีปิดฯ พร้อมมอบรางวัล Regional Research Expo and Inventors’ Day 2021 Award และมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เสน่ห์ บุญกำเนิด รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี มอบโล่รางวัลนักวิจัยดีเด่นมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ณ อาคารทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า มหกรรมงานวิจัยและวันนักประดิษฐ์ ส่วนภูมิภาค ประจำปี 2564” สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ผู้เข้าร่วมงานได้รับประโยชน์ทางวิชาการจากงานแสดงนิทรรศการ จากการประชุมเสวนา โดยผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสาขาวิชา อีกทั้งยังเกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ทางด้านการวิจัย นำเสนอผลงานในหลากหลายรูปแบบ ตลอดจนได้เห็นความก้าวหน้าของเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและวิจัยที่เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม เชื่อว่าทุกท่านจะได้นำความรู้ และประโยชน์ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนางานวิจัย และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อสร้างฐานความรู้ที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาชุมชน สังคมในพื้นที่ภูมิภาคภาคใต้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ประเทศไทยโดยรวม ให้พร้อมในสังคมชีวิตวิถีใหม่ได้อย่างยั่งยืน


ผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัล Regional Research Expo and Inventors’ Day 2021 Award ได้แก่ รางวัล Gold Award เป็นของมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ผลงานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาและยกระดับตำรับอาหารเพื่อสุขภาพเชิงสร้างสรรค์” ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชินีเพ็ญ มะลิสุวรรณ และนางมีนา ระเด่นอาหมัด รางวัล Silver Award เป็นของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีศรีวิชัย ผลงานวิจัยเรื่อง “นวัตกรรมตู้ฟักไข่ไอโอทีเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตไก่ดำเขาหลัก จังหวัดตรัง” ของ ดร.ณปภัช  ช่วยชูหนู และคณะ และรางวัล BRONZE AWRD เป็นของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีศรีวิชัย ผลงานวิจัยเรื่อง “นวัตกรรมการเลี้ยงหอยนางรมแบบความหนาแน่นสูง” ของ ดร.สุพัชชา ชูเสียงแจ้ว ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัลจะได้รับถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัล







วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2564

วช. ร่วม มรส. และพันธมิตร ขนทัพงานวิจัยพร้อมต่อยอด โชว์ “มหกรรมงานวิจัยและ วันนักประดิษฐ์ ส่วนภูมิภาค ประจำปี 2564”

 



วันที่ 17 ธันวาคม 2564 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค และวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2564 ส่วนภูมิภาค (Regional Research Expo and Inventor’ s Day 2021 ) และมีนายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นายวิชัย ศรีขวัญ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัฒนา รัตนพรหม รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เข้าร่วมในพิธีเปิดฯ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 18 ธันวาคม 2564 ณ อาคารทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายใต้คอนเซ็ปต์หลัก การวิจัยและนวัตกรรมภาคใต้ สู่การพัฒนาเชิงพื้นที่ในยุควิถีใหม่ เพื่อเป็นเวทีระดับภูมิภาคในการนำเสนอผลผลิต ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ที่เกิดจากการวิจัย และประดิษฐ์คิดค้น ของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยให้รู้จักในวงกว้าง เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่ 


ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กล่าวว่า การจัดงาน มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค นับเป็นพลังแห่งความร่วมมือของการขยายผลการนำผลงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ ในพื้นที่ภูมิภาค สังคม อันแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของหน่วยงานเครือข่ายวิจัยภูมิภาค ในการประสาน และผลักดันให้งานวิจัยและพัฒนาเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และสามารถนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหา ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศระดับพื้นที่ชุมชน สังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม การพัฒนาและแก้ไขปัญหาหลากหลายด้านของประเทศ จำเป็นต้องอาศัยฐานความรู้จากการวิจัยและนวัตกรรมเป็นหลักสำคัญ และมีกลไกการวิจัยและพัฒนาสู่พื้นที่ชุมชนสังคม การพัฒนาต่อยอดและการสร้างนวัตกรรม เพื่อนำไปสู่การผลิตและบริการที่ทันสมัย การส่งเสริมการจัดทำแผนพัฒนาการวิจัยและพัฒนาในระดับภาคหรือกลุ่มจังหวัด เพื่อให้ตรงกับความต้องการของท้องถิ่น ผลักดันงานวิจัยและพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจภูมิภาค เศรษฐกิจท้องถิ่น เศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ จึงเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความร่วมมือและการสนับสนุนจากทุกฝ่าย ทั้งหน่วยงานภายในกระทรวง อว. และหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ทุกภาคส่วน ได้ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค เศรษฐกิจฐานรากเพื่อความมั่นคงของประเทศต่อไป

นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นที่ตั้งของ 3 มหาวิทยาลัยด้วยกัน เป็นความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่งานมหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค และ วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2564 ส่วนภูมิภาค ได้ให้เกียรติมาจัดที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในวันนี้ การวิจัยและนวัตกรรมทางปัญญาต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ในการที่เราจะผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศไทย ให้ได้เป็นนักคิดค้น นักประดิษฐ์ต่าง ๆ ในการใช้ภูมิปัญญา ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาด้านวิทยาศาสตร์ ด้านสังคมศาสตร์ และทุก ๆ ด้าน เพื่อที่จะต่อยอดการประดิษฐ์ต่าง ๆ นำมาซึ่งนวัตกรรมใหม่ ๆ แทนที่จะต้องนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้ แต่ถ้าเป็นผู้ที่ผลิตเองคิดค้นได้เอง ก็สามารถที่จะวิจัยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้กับผลิตภัณฑ์ ย่อมนำมาซึ่งมูลค่ามหาศาล อีกด้วย 

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดงาน มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค วช. ได้จัดให้มีขึ้นโดยข้อเสนอแนะของผู้บริหารหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั้ง 4 ภูมิภาค เพื่อให้การนำเสนอผลงานวิจัยได้ขยายขอบเขตของการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยในภูมิภาคต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น ซึ่งได้ดำเนินการจัดมา 8 ครั้งแล้ว โดยหมุนเวียนการจัดงานในภูมิภาคต่างๆ และมีมหาวิทยาลัยในแต่ละภูมิภาคเป็นเจ้าภาพร่วมจัดงาน ซึ่งครั้งแรกจัดขึ้นในปี 2556 ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคแรก แล้วเวียนไปยังภาคเหนือ ภาคใต้ ตามลำดับ ซึ่งในการจัดงาน มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาคในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 9 กิจกรรมสำคัญภายในงาน ประกอบด้วย กิจกรรมภาคการประชุม สัมมนา, การนำเสนอบทความวิจัยและบทความทางวิชาการ, กิจกรรมภาคนิทรรศการ จากหลากหลายหน่วยงานในเครือข่ายภาคใต้ โดยนำเสนอผลงานวิจัยที่มีศักยภาพ ใน 7 กลุ่มเรื่อง และยังมีนิทรรศการโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นิทรรศการนำเสนอผลงานนานาชาติและประเทศเพื่อนบ้าน นิทรรศการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ ตลาดนัดผลงานวิจัยที่ได้รับการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ยังมี กิจกรรม Highlight Stage, กิจกรรมให้คำปรึกษาเรื่องการวิจัย, การอบรมเชิงปฏิบัติการการถ่ายทอดองค์ความรู้, นิทรรศการนำเสนอสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม, ตลาดนัดสินค้าชุมชน, และการจัดกิจกรรมมอบรางวัลมหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ประจำปี 2564 

นายวิชัย ศรีขวัญ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) และเครือข่ายในระบบวิจัยภาคใต้ ได้ร่วมกับ วช. จัดงานมหกรรมงานวิจัยและวันนักประดิษฐ์ส่วนภูมิภาค ประจำปี 2564 มีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งให้เกิดการขยายผลการนำองค์ความรู้จากผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปสู่การใช้ประโยชน์ระดับพื้นที่ในวงกว้างและเป็นรูปธรรม และเพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงาน ผลผลิต ผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรม ที่เกิดจากการวิจัยของนักวิจัยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และมีการนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดจนเกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนาต่อยอดงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรม สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ 



วช. และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมงาน "มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ประจำปี 2564 (Regional Research Expo 2021)” และ วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2564 ภูมิภาคได้ตั้งแต่วันที่ 16 - 18 ธันวาคม 2564 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี โทรศัพท์ 0-7791-3340 หรือ http://research.sru.ac.th2

ประธานอาวุโสซีพี ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ร่วมดูแลคนไทย ก.เกษตรฯ-การเคหะฯ-ซีพี-ซีพีเอฟ แจกยาฟ้าทะลายโจรแก่ชาวดินแดง - ห้วยขวาง ต่อเนื่อง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับการเคหะแห่งชาติ เขตดินแดงและเขตห้วยขวาง รับมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ (เครือซีพี) โดยบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ร่วมส่งมอบแก่ศูนย์อนามัยสาธารณสุข 04  ศูนย์อนามัยสาธารณสุข 52 อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงขอมนุษย์ (อพม.) ผู้นำชุมชนเขตดินแดง และเขตห้วยขวาง เพื่อนำไปแจกจ่ายประชาชน ตามโครงการ “ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจร” จากนโยบายของ ประธานอาวุโสเครือซีพี ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ในการสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงยาสมุนไพร 


นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการฯนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่  ก.เกษตรฯ ร่วมกับ เครือซีพีและซีพีเอฟ เพื่อส่งต่อการช่วยเหลือให้กับคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 เช่นนี้ ที่ผ่านมามีหลากหลายโครงการที่ได้รับความร่วมมือจากบริษัทอย่างดีมาโดยตลอด จากเป้าหมายเดียวกันในการบรรเทาทุกข์แก่ประชาชน ทั้งการเข้าถึงอาหารปลอดภัยและยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร 30 ล้านแคปซูล ที่ซีพีผลิตและแจกฟรีให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญทำให้คนไทยมีกำลังใจต่อสู้กับวิกฤตนี้ ขอชื่นชมซีพี-ซีพีเอฟ ที่เป็นตัวอย่างภาคเอกชนที่ออกมาช่วยเหลือสังคมตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน  


ส่วน นายนพดล ว่องเวียงจันทร์ รองผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ กล่าวขอบคุณ ก.เกษตรฯ เครือซีพีและซีพีเอฟ ที่ร่วมกันดำเนินโครงการดีๆ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงยาฟ้าทะลายโจรแก่พี่น้องประชาชนและชาวดินแดง เพื่อใช้ดูแลตนเองในเบื้องต้น โดยเฉพาะผู้ป่วยโควิด-19 และผู้ที่มีความเสี่ยง ด้าน นายวรวรรษ นิลประพันธ์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม ตัวแทนผู้อำนวยการเขตดินแดง กล่าวว่าหลังจากนี้จะร่วมกับ อสส. อพม. และผู้นำชุมชน นำยาสมุนไพรไปส่งมอบถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึงโดยเร็วที่สุด  

นายวีรพงค์ คงเรือง ประธานเครือข่ายเขตดินแดง กล่าวขอบคุณ ก.เกษตรฯ เครือซีพีและซีพีเอฟ ที่จัดโครงการฯ เพื่อพี่น้องชาวไทยอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การมอบอาหารพร้อมทานแก่ประชาชน เพื่อคลายความเดือดร้อนในวิกฤตโควิด-19 รวมถึงการมอบยาฟ้าทะลายโจรในครั้งนี้ โดยจะเร่งส่งมอบแก่สมาชิกทั้ง 23 ชุมชนโดยเร็ว เช่นเดียวกับ นายนวการ ขอนศรี ประธานคณะกรรมการสภาเคหะชุมชนห้วยขวาง กล่าวว่า โครงการฯ นี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อคนไทยทั่วประเทศได้เข้าถึงยาสมุนไพรไทยช่วยดูแลสุขภาพในช่วงโควิดเช่นนี้ ขอขอบคุณความห่วงใยที่มอบให้ประชาชนมาโดยตลอด  

ทางด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า โครงการ “ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจร” ภายใต้แนวคิด “ร้อยเรียงความดีซีพี 100 ปี” เกิดจากความห่วงใยของ ประธานอาวุโสเครือซีพี ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ที่มีต่อพี่น้องคนไทย ด้วยการสนับสนุนประชาชนเข้าถึงยาสมุนไพรไทยฟ้าทะลายโจร โดยจัดพื้นที่ปลูกต้นฟ้าทะลายโจร 100 ไร่ ใช้เวลา 100 วัน เพื่อผลิตยาแคปซูล 30 ล้านเม็ด แจกจ่ายฟรีแก่ชาวไทย ผ่านกลุ่มองค์กรพันธมิตร ทั้งโรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา มูลนิธิและกลุ่มจิตอาสาในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ โดยซีพีเอฟร่วมมอบในจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส นครราชสีมา และกรุงเทพฯ  

สำหรับยาฟ้าทะลายโจร เพาะปลูกที่ศูนย์วิจัยแสลงพัน และฟาร์มคำพราน จ.สระบุรี ได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การบรรจุแคปซูลผ่านการรับรองมาตรฐานจาก GMP PIC/S ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญของโรงงานผลิตยา และดำเนินการผลิตตาม พ.ร.บ.ยาสมุนไพร ผ่านการรับรองการขึ้นทะเบียนยาสมุนไพร กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่มีข้อกำหนดด้านปริมาณสารสำคัญ แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) ในวัตถุดิบอย่างเคร่งครัด

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564

วช.จับมือ 5 มหาวิทยาลัยชั้นนำแดนใต้ เสวนา “ยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม”



ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.วช. ร่วมกับ 5 ผู้ทรงคุณวุฒิ จาก 5 มหาวิทยาลัยในภาคใต้ เปิดเสวนาประเด็น การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้แลกเปลี่ยนมุมมอง และแนวทาง เพื่อมุ่งสู่อนาคตการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคตอนใต้ของไทย อย่างมั่นคง 


วันนี้ 16 ธันวาคม 2564 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมเสวนา การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้ในมหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค และวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2564 แสดงวิสัยทัศน์ และกรอบการพัฒนา เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้อย่างเป็นรูปธรรม เจาะวิธีแก้ไขปัญหา ให้ก้าวสู่เศรษฐกิจใหม่ที่ดีขึ้น บนฐานทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก ผู้ทรงคุณวุฒิ อีก 5 ท่าน ประกอบด้วย ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ , ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ , รศ.ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ , ผศ.ดร.อภิรัตน์ สงรักษ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และ ผศ.ดร.วัฒนา รัตนพรหม รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ให้เกียรติร่วมพูดคุยใน 3 ประเด็นหลัก คือ การเหลียวหน้าแลหลังเศรษฐกิจถิ่นใต้ กลยุทธ์สู่อนาคต และภาพรวมนโยบายการขับเคลื่อน 


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช.เปิดเผยว่า สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้วางกรอบการนำวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ ในการทำงานในพื้นที่ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้  โดยรับโจทย์และตั้งหมุดหมายการวิจัยและแผนงาน ที่คำนึงถึง Demand Site การมีส่วนร่วมของชุมชน และการสร้าง Partner บูรณาการใช้ความรู้ร่วมกันของหน่วยงานต่าง ๆ ให้เกิดผลประโยชน์ร่วม ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ นโยบาย วิชาการ และสังคม โดยมีกลไกสำคัญ คือ การจัดการความรู้เพื่อชุมชน ผ่านเครือข่ายวิจัยภูมิภาค และศูนย์วิจัยชุมชน จากการขับเคลื่อนของมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น เพื่อสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมพร้อมใช้ลงสู่สังคม อีกทั้งให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน การพัฒนากำลังคน นักวิจัยให้มีความพร้อม การขยายการเติบโตด้านอุตสาหกรรมในทุกขนาด โดยโครงการ Grand Challenges เช่นนี้ จะสามารถตอบโจทย์ประเทศในประเด็นที่สำคัญใหญ่ ๆ ได้  เกิดการทำงานเชิงระบบ ท้าทายมากขึ้น โดยมหาวิทยาลัยต้องช่วยกันทำงานเพื่อลดซ้ำซ้อนของงานวิจัย และดำเนินการให้สอดรับกับนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลด้วย เพื่อให้เกิดความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมา ได้เกิดการขยายผลงานวิจัยแล้วหลายโครงการในภาคใต้ อาทิ งานวิจัยคืนปู่ม้าสู่ทะเลไทย งานวิจัยเพื่อยกระดับเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ เป็นต้น โดย วช. ได้สนับสนุนงบประมาณ และระบบ IT ในการดำเนินงานเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง 


ด้าน ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี ม.อ. กล่าวว่า ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ของภาคใต้ ศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลาย ได้หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของภูมิภาคมาโดยตลอด การยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ จึงควรอยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน สำหรับกลไกการพัฒนา ได้มองไปถึงการสร้างความสมดุลการมีส่วนร่วม การบูรณาการอย่างจริงจัง การส่งต่อองค์ความรู้แก่ชุมชนเพื่อขจัดความขัดแย้งต่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยต้องมีการ Reskill-Upskill เพื่อช่วยกันคิด ช่วยกันทำกับทุกภาคส่วน ภายใต้โจทย์ปัญหาที่ชัดเจน การวิจัยจึงควรเป็นไปในเชิงลึก โดยเฉพาะการนำ BCG Model มาใช้ จะเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ในทุกมิติ อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ รองอธิการบดี ม.ทักษิณ ยังเสริมอีกว่า การเดินหน้าพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานรากภาคใต้ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม ต้องเสริมสร้างความรู้วิทยาศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อนำมาใช้ขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ บนฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่น ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตคนใต้ โดยเชื่อมโยงนโยบาย และกระตุ้นความร่วมมือของคนในชุมชน พร้อมกระจายองค์ความรู้ออกไปให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้ ม.ทักษิณ ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 2568 ขึ้น เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม เป็นแนวทางการออกแบบการขับเคลื่อน การดำเนินการ และการปฏิบัติการด้านนวัตกรรมสังคมที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล รวมทั้งแผนงานริเริ่มสำคัญ (Flagships) ต่าง ๆ อีกด้วย



วช. ระดม 7 PMU จัดเสวนาเตรียมความพร้อมให้กับนักวิจัย ก่อนขอทุนวิจัยของประเทศ

 


 วันที่ 16 ธันวาคม 2564 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการเสวนา การเตรียมความพร้อมของนักวิจัยเพื่อขอทุนวิจัยของประเทศจากผู้ให้ทุนวิจัยระดับแนวหน้า 7 PMU” ในงานมหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค และวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2564 ซึ่งจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 16 – 18 ธันวาคม 2564 ณ อาคารทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี

 







โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ รองศาสตราจารย์ ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและ นวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ดร.วรินธร สงคสิริ รักษาการผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุน ด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ศาสตราจารย์ ดร.สิรี ชัยเสรี ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันประเทศ (บพข.) นายวิเชียร สุขสร้อย รองผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และนางสาวกุลวรา โชติพันธุ์โสภณ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) เข้าร่วมการเสวนาฯ ในรูปแบบออนไลน์

 

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า วช. ได้มีการบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ในปีงบประมาณ 2566 ทาง PMU ได้มีการฉายภาพในยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ทั้ง 4 ยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้มีความสามารถในการแข่งขัน และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมสู่อนาคต โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม ยุทธศาสตร์ที่ 2 การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อมให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน สามารถแก้ไขปัญหาท้าทาย และปรับตัวได้กันพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยใช้วิทยาศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรม ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมระดับขั้นแนวหน้าที่ก้าวหน้าล้ำยุคเพื่อสร้างโอกาสใหม่และความพร้อมของประเทศในอนาคต และยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนากำลังคนและสถาบันด้านวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ให้เป็นฐานการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศแบบก้าวกระโดดและอย่างยั่งยืน โดยใช้วิทยาศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรม รูปแบบการรับข้อเสนอการวิจัยและนวัตกรรม วช. มี 4 รูปแบบ รูปแบบที่ 1 Open Call เปิดรับข้อเสนอการวิจัย รูปแบบที่ 2 รูปแบบ Commissioning คัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการดำเนินงานในแต่ละกลุ่มเรื่องเพื่อดำเนินงานวิจัย รูปแบบที่ 3 รูปแบบ Joint Project ดำเนินงานวิจัยตามความร่วมมือ และรูปแบบที่ 4 รูปแบบ Co-funding ดำเนินงานวิจัยโดยการร่วมทุนวิจัย ส่วนของระบบ วช. ใช้ร่วมกับทุก PMU ในการรับข้อเสนอโครงการ คือระบบ NRLLS เป็นระบบที่นักวิจัยอัพเดทข้อมูลวิจัย ติดตามประกาศรับข้อเสนอการวิจัยและนวัตกรรม ส่งข้อเสนอเพื่อขอรับการสนับสนุนการวิจัย รวมถึงสามารถศึกษาแนวทางและเกณฑ์เบื้องต้นในการพิจารณา ข้อเสนอการวิจัยและนวัตกรรม นอกจากนี้ยังติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินการวิจัยและนวัตกรรม ส่วนการนำผลงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงวิชาการ เชิงสังคมและชุมชน เชิงนโยบาย และเชิงพาณิชย์ และยังสามารถประเมินระดับความพร้อมของการวิจัย ในครั้งนี้เป็นการฉายภาพของการจัดการในบทบาทที่ วช. ดูแลอยู่ ในฐานะ 1 ใน PMU

 

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวถึงแนวโน้มการวิจัยและนวัตกรรมระดับประเทศ และระดับภูมิภาคในอนาคตว่า ในทุก PMU จะเห็นภาพฐานการทำงานที่ได้มีการเดินหน้ามาในช่วงที่มีการปฏิรูประบบการวิจัยและนวัตกรรมในปี 2562 จนถึงปัจจุบันจะเห็นความเชื่อมโยง และใกล้เคียงกันก็คือ เรื่องของงานวิจัยที่จะตอบรับกับความต้องการ เป็นประเด็นหลัก ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นเป้าหมายที่จะเกิดขึ้นในการบริหารทุนวิจัยของทุก PMU ในกรอบของคำว่า ใช้ประโยชน์ครอบคลุมได้หลายมิติ ในความพร้อมของนักวิจัย จะได้เห็นภาพของการทำงานในมิติทางวิชาการ การยอมรับในมาตรฐานระดับประเทศ ระดับสากล เกิดการสนับสนุนทุนวิจัยในส่วนการใช้งานที่ตอบรับในเชิงของโจทย์ที่ท้าทาย โดยเฉพาะในเชิงของคุณภาพ สิ่งแวดล้อม สังคมเชิงพื้นที่ ก็จะเห็นภาพการทำงานครอบคลุมมากขึ้นในทุกโปรแกรม ส่วนประเด็นของการเลื่อมล้ำ ประเด็นสุขภาพ ประเด็นของการนำนวัตกรรมมาใช้ในเชิงพื้นที่ เป็นประเด็นที่ PMU พยายามมุ่นเน้นการมีส่วนร่วมในภาคธุรกิจ หรือในภาคประชาคมที่จะเข้ามาทำให้เกิดการเข้มแข็ง แล้วก็สามารถเสริมความพร้อมเชิงเทคโนโลยี ทำให้เกิดการนำเข้า เป็นต้นทุนของประเทศ อีกด้วย

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564

กรมประมง...เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคและอาการขี้ขาวในกุ้งขาวแวนนาไม

 

นายเฉลิมชัย  สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ด้วยในช่วงระยะนี้สภาพอากาศของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน โดยบางพื้นที่มีอากาศหนาวในตอนเช้าและร้อนขึ้นในตอนกลางวัน และบางแห่งยังคงมีฝนตกชุกอยู่  ซึ่งสภาพอากาศเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  โดยเฉพาะสัตว์น้ำที่มีการเลี้ยงอย่างหนาแน่นในบ่อดินแบบระบบเปิด เช่น กุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งเป็นกุ้งทะเลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยอาจทำให้เกิดโรคจากเชื้อก่อโรค เช่น แบคทีเรียกลุ่มวิบริโอ และไวรัส ในระหว่างการเลี้ยงได้ นอกจากนี้ ยังพบอาการขี้ขาว ซึ่งเป็นอาการผิดปกติแบบเรื้อรัง โดยมักพบในบ่อเลี้ยงกุ้งขาวที่มีการเลี้ยงอย่างหนาแน่น เปลี่ยนถ่ายน้ำน้อย ซึ่งทำให้ระบบทางเดินอาหาร เซลล์ตับ ตับอ่อน และลำไส้ของกุ้งเกิดการอักเสบจากติดเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดูดซึมอาหารที่ลดต่ำลง

โดยเกษตรกรสามารถสังเกตอาการขี้ขาวของกุ้งขาวแวนาไมได้จากตัวกุ้ง โดยในส่วนของลำไส้จะมีสีขาวหรืออาหารไม่เต็มลำไส้ และพบขี้ขาวลอยอยู่บนผิวน้ำจำนวนมาก กุ้งกินอาหารน้อยลง เปลือกบาง โตช้า ขนาดตัวเริ่มแตกต่าง และจะทยอยตายลงเรื่อยๆ  สามารถพบได้ทุกช่วงอายุ ตั้งแต่ 1 เดือนจนกระทั่งใกล้จับขาย 

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยหลายท่านให้ความเห็นว่า อาการขี้ขาวเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ ซับซ้อน ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่ามีอะไรเป็นสาเหตุสำคัญ ซึ่งอัตราการตายขึ้นอยู่กับปริมาณและความรุนแรงเชื้อแบคทีเรีย การติดเชื้อร่วมกับเชื้อก่อโรคอื่น เช่น กรีการีน, ไวรัส, รา (EHP) คุณภาพน้ำที่เลี้ยง และความสามารถในการจัดการแก้ไขปัญหา รวมถึงความพร้อม และความรวดเร็วของการแก้ไขปัญหาของผู้เลี้ยง เป็นต้น

กรมประมงจึงขอให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลได้เฝ้าระวัง ป้องกัน และรักษาอาการขี้ขาวตามคำแนะนำ ดังนี้

1.การเตรียมบ่อ โดยควรกำจัดเลน และตากบ่อ ฆ่าเชื้อ เตรียมน้ำใช้ที่ดี กำจัดพาหะ รวมถึงปล่อยกุ้งในปริมาณที่เหมาะสม 

2.หมั่นตรวจสุขภาพกุ้งอยู่เสมอ หากพบอาการผิดปกติ ให้รีบหาสาเหตุและแก้ไขตามสาเหตุที่พบทันที

3.ควบคุมคุณภาพและปริมาณการให้อาหารให้เหมาะสม กรณีพบกุ้งกินอาหารน้อยลง ให้ลดปริมาณอาหาร โดยอาจมีการปรับและสับเปลี่ยนยี่ห้ออาหารบ้าง ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพน้ำให้เหมาะสม เช่น ลดปริมาณแอมโมเนีย ไนไตร์ต ควบคุมปริมาณแพลงก์ตอน โดยการเปลี่ยนถ่ายน้ำ เพิ่มการให้อากาศ ลดปริมาณสารอินทรีย์ในบ่อ โดยเติมเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการบำบัดคุณภาพน้ำ 

4.ตรวจสอบปริมาณแบคทีเรียในน้ำ หากพบว่ามีปริมาณมากกว่าค่ามาตรฐาน ให้ใช้สารฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดน ไอโอดีน เป็นต้น เพื่อลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียในน้ำ

5.ใช้สมุนไพรที่ให้ผลในการลดการติดเชื้อและการอักเสบของลำไส้ เช่น ข่า ขมิ้นชัน กล้วย กระเทียม บดผสมอาหาร ให้กุ้งกิน

6.ไม่ควรใช้ยาที่ผิดวัตถุประสงค์ เช่น ยาม่วง หรือ เยนเชียนไวโอเลต (gentian violet) หรือ คริสตัลไวโอเลต (crystal violet) ที่ใช้รักษาโรคในคน แม้จะได้รับการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แต่การนำยาม่วง มาใช้ในการรักษาโรคสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะอาการขี้ขาวที่พบในกุ้งขาวนั้น  ยังไม่มีงานวิจัยรองรับถึงประสิทธิภาพการรักษา เนื่องจากอาการขี้ขาว ซึ่งมีสาเหตุที่ซับซ้อน ไม่สามารถบ่งชี้ได้ชัดเจนว่ามีสาเหตุสำคัญจากอะไร นักวิจัยด้านสุขภาพสัตว์น้ำ มีการวิจัยวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่หลากหลายแตกต่างกันตามบริบทการจัดการการเลี้ยงของแต่ละฟาร์ม  อย่างไรก็ตาม การใช้ยาม่วง เพื่อรักษาอาการขี้ขาวในกุ้งขาว เป็นการใช้ยาที่ผิดวัตถุประสงค์ ไม่ได้เป็นคำแนะนำของกรมประมง จึงขอแจ้งเตือนให้เกษตรกรไม่ควรนำมายาม่วงมาใช้ในการรักษาโรคสัตว์น้ำที่นำมาบริโภค  เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และการค้าสัตว์น้ำระหว่างประเทศได้ 


รองอธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า การรักษาโรคสัตว์น้ำที่มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ต้องวิเคราะห์สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรค แล้วทำการป้องกัน ควบคุม และรักษาให้ตรงสาเหตุที่สุด  สำหรับการใช้ยารักษาโรคในสัตว์น้ำ นับเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต้องให้ความสำคัญ ทำด้วยความระมัดระวัง และอยู่ภายใต้คำแนะนำของนายสัตวแพทย์ หรือนักวิชาการประมงด้านสุขภาพสัตว์น้ำ เพื่อเป็นการลดผลกระทบเชิงลบจากการใช้ยา เกษตรกรควรมีการป้องกันโรคสัตว์น้ำที่ดี โดยยึดหลักการจัดการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีและหลักความปลอดภัยทางชีวภาพ

  

ทั้งนี้ หากเกษตรกรประสบปัญหาด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สามารถขอรับคำปรึกษาและคำแนะนำได้ที่ สำนักงานประมงอำเภอ สำนักงานประมงจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ หรือติดต่อได้ที่เบอร์ โทร. 0-2562-0600-15  และหากต้องการส่งสัตว์น้ำตรวจวินิจฉัยโรค สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ กองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรุงเทพมหานคร โทร. 0-2561-5412 หรือ ศูนย์วิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ สงขลา โทร. 0-7433-5244-5 เว็บไซต์ https://www4.fisheries.go.th/local/index.php/main/personel/1272 หรือ Line ID : 443kvkee

วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2564

สมาคมกุ้งไทย เผยปีนี้ไทยผลิตกุ้งได้ 2.8 แสนตัน หากทุกภาคส่วนร่วมด้วยช่วยกัน ชี้ 7 แนวทาง 1 ความร่วมมือ รัฐปรับบทบาท ฯลฯ หนทางความอยู่รอดของอุตสาหกรรมกุ้งไทยอย่างยั่งยืน

หากรัฐมีธง/เป้า แผนพัฒนาส่งเสริมสนับสนุนชัดเจน  - เร่งแก้ป/หโรคได้เบ็ดเสร็จ- พัฒนาใช้เทคโนโลยีเลี้ยง -เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน ดอกเบี้ยต่ำ- เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน -สร้างแบรนด์กุ้งไทย The Best of the best Shrimp in the World- ผนึกกำลังทั้งห่วงโซ่การผลิตฯ และอื่นๆ เพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืน


วันนี้ (13 ธันวาคม 2564) ดร.สมศักดิ์   ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย นำทีมคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ  ประกอบด้วย นายบรรจง  นิสภวาณิชย์  อุปนายกสมาคมกุ้งไทย ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย และผู้ทรงคุณวุฒิ-ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ  นายปกครอง  เกิดสุข อุปนายกสมาคมฯ และประธานที่ปรึกษาชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดกระบี่  นายเอกพจน์  ยอดพินิจ  อุปนายกสมาคมฯ  นายสมชาย   ฤกษ์โภคี นายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย และเลขาธิการสมาคมกุ้งไทย  นางสาวพัชรินทร์   จินดาพรรณ นายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย และกรรมการบริหารสมาคมกุ้งไทย และ นายชัยภัทร ประเสริฐมรรค กรรมการบริหารสมาคม และ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี และคณะกรรมการฯสมาคมฯ  เปิดเผยถึงสถานการณ์กุ้งของไทย ปี 2564 ผ่านทางการประชุมออนไลน์ (Zoom Meeting) ว่า ผลผลิตกุ้งเลี้ยงปี 2564 โดยรวมอยู่ที่  280,000  ตัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย (ปี 2563 อยู่ที่  270,000 ตัน) คาดปี 2565 ผลิตได้  300,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4

“การผลิตกุ้งของไทยปีนี้ (ปี 2564) คาดจะผลิตได้ 280,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเล็กน้อย เป็นผลผลิตกุ้งจากภาคใต้ตอนล่าง ร้อยละ 33 จากภาคใต้ตอนบน ร้อยละ  32  จากภาคตะวันออก ร้อยละ 24  และ จากภาคกลาง ร้อยละ 11  ส่วนผลผลิตกุ้งทั่วโลกคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ  4.24 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 16   ดังแสดงในตารางที่ 1   ส่วนการส่งออกกุ้งเดือน ม.ค. – ต.ค. ปีนี้ ปริมาณ 128,758  ตัน มูลค่า 39,251 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 ที่ส่งออกปริมาณ 123,297  ตัน มูลค่า 35,872 ล้านบาท เพิ่มขึ้นทั้งปริมาณ และมูลค่า ที่ร้อยละ 4 และ ร้อยละ 9  ตามลำดับ ” (ดังแสดงในตารางที่ 2) แม้ประสบปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน ค่าขนส่งราคาสูง และอื่นๆ” นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าว


นายปกครอง  เกิดสุข อุปนายกสมาคมกุ้งไทย และที่ปรึกษาชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดกระบี่ กล่าวถึงสถานการณ์การเลี้ยงกุ้งภาคใต้ตอนล่างว่า “ผลผลิตปี 2564 คาดการณ์ว่ามีผลผลิตประมาณ 92,000 ตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมาประมาณร้อยละ 12 พบการเสียหายโรคตัวแดงดวงขาว จ.นครศรีธรรมราช จ.สงขลา  โดยเชื้ออีเอชพีและโรคขี้ขาว เป็นปัญหาสำคัญต่อการเลี้ยงของเกษตรกรตลอดปี โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีหลัง พบการเสียหายจากโรคดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวนและปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรลดความหนาแน่นในการเลี้ยงและทยอยการปล่อยกุ้ง เพื่อลดความเสี่ยงการระบาดของโรค และดูสถานการณ์ โดยเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง มีการพักบ่อ ทำความสะอาดบ่อและจัดการเคลียร์ระบบการเลี้ยงภายในฟาร์ม เพื่อเตรียมปล่อยกุ้งใหม่ในช่วงต้นปี 65


นายชัยภัทร  ประเสริฐมรรค กรรมการบริหารสมาคม และประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า “ผลผลิตกุ้งปี 2564 ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนประมาณ 90,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย โดยช่วงต้นปีเกษตรกรลงกุ้งอย่างต่อเนื่อง และพบความเสียหายจากโรคตัวแดงดวงขาว อย่างไรก็ตามการเลี้ยงครึ่งปีแรกให้ผลค่อนข้างดี สามารถทำผลผลิตได้ตามเป้าหมายและมีการลงกุ้งอย่างต่อเนื่อง ส่วนครึ่งปีหลังด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวนและปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น พบการเสียหายจากโรคอีเอชพี และ ขี้ขาวเพิ่มมากขึ้น  เพื่อลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวนและโรคระบาด ทำให้เกษตรกรระมัดระวังมากในการเลี้ยงมากขึ้น โดยลดการความหนาแน่นและทยอยการปล่อยกุ้ง ส่วนช่วงปลายปีเกษตรกรมีการพักบ่อ ทำความสะอาดบ่อและจัดการเคลียร์ระบบการเลี้ยงภายในฟาร์ม เพื่อเตรียมปล่อยกุ้งใหม่ในช่วงต้นปี 65 เช่นกัน


นางสาวพัชรินทร์   จินดาพรรณ นายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย และกรรมการบริหารสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า “ผลผลิตกุ้งปี 2564 ในพื้นที่ภาคตะวันออกประมาณ 66,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 18 โดยจากสถานการณ์โควิดส่งผลให้แรงงานขาดแคลน เกษตรกรชะลอการเลี้ยงในช่วงต้นปี และพบความเสียหายของโรคตัวแดงดวงขาว โดยเฉพาะ จ.ระยอง จ.จันทบุรี จ.ตราด และพบโรคหัวเหลืองในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา มากกว่าในปีที่ผ่านมา ส่วนโรคอีเอชพี และ ขี้ขาว เป็นปัญหาสำคัญสำหรับการเลี้ยงของเกษตรกรตลอดปีโดยพบมาในช่วงครึ่งปีหลัง ราคาปัจจัยการผลิต ต้นทุนแฝงจากการเสียหายจากโรค ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต เกษตรกรบางส่วนชะลอการลงกุ้ง 


ส่วนผลผลิตภาคกลาง ประมาณ 32,000 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 28 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เกษตรกรมีการลงกุ้งอย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วงต้นปีสภาพอกาศแปรปรวน พบความเสียหายจากโรคหัวเหลืองและตัวแดงดวงขาว 


นายบรรจง  นิสภวาณิชย์  อุปนายกสมาคมกุ้งไทย ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย และผู้ทรงคุณวุฒิ-ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ  กล่าวว่า  “การเลี้ยงกุ้งของไทยในปีนี้ เกษตรกรทุกพื้นที่ยังคงเผชิญหน้ากับปัญหาโรคระบาด ทั้งอาการขี้ขาว ตัวแดงดวงขาว และโรคตายด่วน ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการเลี้ยงและเป็นต้นทุนแฝงกับเกษตรกร ทุกวันนี้อุตสาหกรรมกุ้งเปลี่ยนไปมากจากเดิมที่ไทยเป็นอันดับต้นๆ ในด้านการผลิตกุ้ง เพราะเรามีปัจจัยที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ เรื่องพันธุ์กุ้ง อาหาร และผู้แปรรูปส่งออกที่มีฝีมือ แต่ปัจจุบันสถานการณ์กุ้งเปลี่ยนไปมาก เราตกไปอยู่อันดับ 6 หรือ 7 ซึ่งเกิดจากการไม่มีการวางแผนในการนำสินค้ากุ้งไปสร้างตลาดในต่างประเทศอย่างจริงจัง  เราต้องหันมาร่วมมือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง  บริษัทอาหาร ปัจจัยการผลิต ผู้ส่งออก และภาครัฐ นำคำว่ากุ้งไทยกลับมาสู้กับตลาดโลก เพื่อเป็นผู้ผลิตอันดับต้นๆ ของโลกอีกครั้ง”


นายสมชาย   ฤกษ์โภคี นายกสมาคมกุ้งทะเลไทย และเลขาธิการสมาคมกุ้งไทย ได้เปิดเผยถึง การพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งไทย ว่าถึงเวลาที่ทุกคนในซัพพลายเชน หรือห่วงโซ่การผลิต ต้องช่วยกัน แบบเพื่อนช่วยเพื่อน เดินไปด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนอยู่ได้ อุตสาหกรรมอยู่รอดปลอดภัย และเติบโตอย่างยั่งยืน ที่สำคัญต้องทำหน้าที่ ให้เต็มที่และดีที่สุดในบทบาทของตน เช่น  ผู้เพาะฟักลูกต้องต้องผลิตลูกกุ้งคุณภาพดีให้กับผู้เลี้ยง  ผู้เลี้ยงต้องผลิตกุ้งให้ได้คุณภาพ ปริมาณที่เพียงพอ  ผู้ผลิตอาหารต้องผลิตอาหารที่ดี มีต้นทุนที่เหมาะสม ห้องเย็นต้องผลิตแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้ากุ้งให้ได้มาตรฐานที่ยอมรับ นอกจากนี้ ภาครัฐจะต้องมีส่วนในการส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรม ทำงานเชิงรุกร่วมกันอย่างมีเอกภาพและบูรณาการเพื่อให้อุตสาหกรรมมีการพัฒนาไปอย่างยั่งยืน


นายเอกพจน์  ยอดพินิจ  อุปนายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวถึง “7 แนวทาง - 1 ความร่วมมือ-รัฐปรับบทบาท” เพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมกุ้ง ว่า 1) ต้องกำหนดเป้าหมายการผลิตกุ้งในประเทศที่ชัดเจน 2) มีรูปแบบแนวทางการเลี้ยงที่เหมาะสมกับเกษตรกรทุกกลุ่ม 3) ปัญหาโรคระบาดได้รับการแก้ไขป้องกันได้เบ็ดเสร็จ 4) เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน-ภาครัฐและสถาบันการเงิน สนับสนุนดอกเบี้ยพิเศษสำหรับเกษตรกร เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับเกษตรกร มีเงินทุนในการปรับโครงสร้างฟาร์ม และโมเดลการเลี้ยงที่ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน 5) สร้างช่องทางการขายและความได้เปรียบในการแข่งขันและการประชาสัมพันธ์เชิงรุก รวมถึงการเจรจา FTA 6)สร้างระบบมาตรฐานการผลิตตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม และ7) นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ส่วน 1 ความร่วมมือนั้นเกษตรกรต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ด้านการเลี้ยง สิ่งแวดล้อมและอื่นๆ มีความร่วมมือที่ใกล้ชิดมากขึ้น และที่สำคัญ ภาครัฐต้องเปลี่ยนแปลง/ปรับบทบาท (Transform) จากการสนับสนุนและบริการซึ่งทำดีมาก และต้องทำต่อไป มาร่วมกันพัฒนาและฟื้นฟูอุตสาหกรรมอย่างจริงจังมากขึ้น ที่กล่าวเช่นนี้ ด้วย 30 ปีที่ผ่านมา ภาคเอกชนพยายามอย่างเต็มที่ในการนำพา/พัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งของประเทศ เพื่ออุตสาหกรรมที่มีมูลค่ากว่าแสนล้าน จนไม่เหลืออะไรให้เล่นแล้ว (เทหมดหน้าตัก) ถึงวันนี้ภาครัฐต้อง มามีส่วนในความรับผิดชอบ (ลงทุน) ในการพัฒนาฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้งไทยร่วมกับเอกชนในเรื่องเทคโนโลยีเรื่องการเลี้ยง ฯลฯ (ต้องลงมาช่วยอุตสาหกรรมมากขึ้น)


ดร.สมศักดิ์   ปณีตัธยาศัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “อุตสาหกรรมกุ้งของประเทศไทย เราภูมิใจในเรื่องภาพลักษณ์ เรื่องคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร และปัจจัยสนับสนุนต่างๆ ทั้งเป็นแหล่งผลิตลูกพันธุ์กุ้งที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก อาหารกุ้งที่มีประสิทธิภาพ การมีเกษตรกรผู้เพาะฟักและอนุบาลลูกกุ้ง-เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่มีทักษะประสบการณ์ มีผู้ประกอบการห้องเย็นแปรรูปกุ้งที่มีความสามารถ และอื่นๆ แต่ปัจจุบันสถานภาพการผลิตกุ้งของไทยไม่เหมือนเดิม โดยเฉพาะเชิงปริมาณ แม้ไทยไม่ได้เป็นที่หนึ่ง แต่ในเชิงคุณภาพเราไม่เป็นที่สองรองใคร เพื่อให้อุตสาหกรรมกุ้งของไทย สามารถอยู่รอดได้ มีความยั่งยืนได้ สมาคมกุ้งไทย ขอเสนอ ให้ทุกภาคส่วนในห่วงโซ่การผลิตจำเป็นต้องผนึกกำลังร่วมด้วยช่วยกัน การส่งเสริมสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมเต็มกำลังจากภาครัฐ ที่สำคัญ คือ


(1).  ทำอย่างไรให้ต้นทุนการผลิตกุ้งของไทย สามารถควบคุม ได้ดี  ได้ถูก - มีความสามารถในการแข่งขันฯ  ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีในการเลี้ยง (จะเลี้ยงแบบตามมีตามเกิดไม่ได้/แบบเดิมๆไม่ได้แล้ว) ที่สำคัญต้องหาทาง/วิธีตัดต้นทุนแฝงคือความเสียหายจากโรคกุ้งที่ยังรุนแรงอยู่ให้ได้


(2).  รัฐต้องตั้งเป้าหมาย โดยต้องมีธงที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะเดินไปทางไหน อย่างไร เช่น สินค้าคุณภาพและมูลค่าสูง มีอะไรที่แตกต่างจากคู่แข่ง และเป้าหมายผลผลิตที่มั่นคง เช่น 4 แสนตัน เมื่อไร ส่งออกจะเท่าไร  เป็นต้น  ที่สำคัญรัฐต้องมีการส่งเสริมสนับสนุน แผนดำเนินการที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม สามารถทำได้จริง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายต่างๆดังกล่าว


(3). วางแผนและพัฒนาการผลิตกุ้ง ให้ได้ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ให้เพียงพอกับการส่งออกและบริโภคภายในปท. (เลี่ยง/ไม่จำเป็นต้องนำเข้า) ที่สำคัญให้มีความสามารถในการแข่งขันเบื้องต้นอาจไปศึกษา อินเดีย เอกวาดอร์ เวียดนาม ว่าผลิตกุ้งส่งออกไซส์ไหน  เราจะหลีกเลี่ยงผลิตกุ้งไซส์นั้นๆ ก่อน 


(4). ต้องมาส่งเสริมพัฒนาการผลิตและแปรรูปกุ้งกุลาดำ  โดยจัดกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อมสำหรับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ และพื้นที่ที่เหมาะสมกับกุ้งกุลาดำ  ขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญต้องมีการส่งเสริม สร้างตลาดเพิ่มขึ้น  เพื่อรองรับผลผลิตกุ้งที่จะเพิ่มขึ้น ฯลฯ


(5). การพัฒนาการเลี้ยง ต้องมีรูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงจากโรค โดยรัฐสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยี รวมทั้งมีผู้สนับสนุนการพัฒนาที่ถูกต้องและร่วมรับผิดชอบด้วย   เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงจะได้นำไปลงทุนด้านเทคโนโลยีการผลิตเพื่อความยั่งยืน ฯ


(6). เรื่องต้นทุนวัตถุดิบผลิตอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอีก  ภาครัฐจะมีแผนสนับสนุนอย่างไรให้เกิดประโยชน์ทั้งเกษตรกรและวัตถุดิบอาหารสัตว์ภายในประเทศ”

“วัชระพล” ชง ครม. สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน

“วัชระพล” ชง ครม. สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน เดินหน้าขยายตลาดส่งออกนมเพื่อฟื้นฟู อ.ส.ค. ...