วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563

“ครูกัลยา” เดินหน้าขยายผลโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนฯ เตรียมจับมือ AGS องค์กรสากล และ มจธ. ช่วยคนไทยสู้ภัยแล้ง แก้จนอย่างยั่งยืน ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


“คุณหญิงกัลยา” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เตรียมลงพื้นที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ เดินหน้าขยายผลโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนฯ พร้อมเตรียมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับสถาบันองค์กรน้ำใต้ดินอเมริกา (American Groundwater Solution : AGS) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยคนไทยสู้วิกฤตภัยแล้ง และแก้จนได้อย่างยั่งยืน หลังคิกออฟ ลงพื้นที่ วษท. ร้อยเอ็ด สร้างกระแสตื่นตัวในชุมชน จนได้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนจังหวัด

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ในเดือนตุลาคม 2563 นี้โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ จะมีการลงพื้นที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีจังหวัดศรีสะเกษ ตามแผนการขยายผลโครงการบริหารจัดการน้ำฯ เพื่อให้ครอบคลุมทั้ง 3 ภูมิภาค คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดร้อยเอ็ด อุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ มหาสารคาม ขอนแก่น ภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว และภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย พร้อมกับการสร้างหลักสูตรชลกร ร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ เพื่อถ่ายทอดหลักสูตรบริหารจัดการน้ำ มุ่งขยายผลสู่ชุมชน เร่งแก้ปัญหาภัยแล้ง แก้จนอย่างยั่งยืน 

นอกจากนี้โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ และมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย ได้เตรียมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับสถาบันองค์กรน้ำใต้ดินอเมริกา (American Groundwater Solution : AGS) นำโดยคุณธเนศ นะธิศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำใต้ดินของสหรัฐฯ และประธานกลุ่ม AGS และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) นำโดยดร.ปริเวท วรรณโกวิท หัวหน้าศูนย์วิศวกรรมสารสนเทศภูมิศาสตร์และนวัตกรรม (KGEO) ในการให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยี เพื่อดำเนินงานโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ให้สำเร็จลุล่วงเพื่อช่วยคนไทยสู้วิกฤตภัยแล้ง และแก้จนอย่างยั่งยืน


“ต้องขอขอบคุณอาจารย์ธเนศและทีม AGS รวมไปถึงดร.ปริเวท ที่มีจิตสาธารณะ อยากช่วยเหลือพี่น้องคนไทย ที่ประสบภัยแล้งและความอยากจน พร้อมให้การสนับสนุนทั้งเรื่ององค์ความรู้และเทคโนโลยีโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งขณะนี้ทางทีม มจธ. และ AGS ได้ทำภาพถ่ายดาวเทียมและทิศทางการไหลของน้ำใต้ดินของทั้ง 5 วิทยาลัยฯ ที่จะลงพื้นที่แล้วซึ่งประกอบด้วย วิทยาลัยฯ ศรีสะเกษ มหาสารคาม ยโสธร สระแก้ว อุบลราชธานี ซึ่งการที่เราได้องค์ความรู้ในระดับสากล และเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วย มั่นใจว่าจะส่งผลให้การดำเนินงานของโครงการประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน”ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว  

ทั้งนี้หลังลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) แล้ว โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ จะมีการขยายผลเพิ่มเติม โดยมีแผนที่จะพัฒนายกระดับองค์ความรู้เรื่องธนาคารน้ำใต้ดินในประเทศไทยให้เข้าสู่หลักสากล เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการด้านวิศวกรรม และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และมีการสร้างหลักสูตรการบริหารจัดการน้ำสำรับชุมชน และครัวเรือน โดยมีการประสานความร่วมมือ ระหว่างเครือยข่ายของ AGS เช่น  MWRD (Metropolitan Water Reclamation District of Greater Chicago), WWM (water and waste management India) เพื่อให้เทคนิคการจัดการน้ำสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริงและง่ายต่อการเข้าใจและดำเนินการต่อชาวบ้าน และผู้สนใจในโครงการ รวมไปถึงสร้างองค์ความรู้ know how เรื่องบทบาทและหน้าที่ water management และ watershade protection ฉบับทั่วไปที่ชาวบ้านสามารถมีส่วนร่วม ให้กับศูนย์การเรียนรู้การบริหารจัดการน้ำทั้ง 6 วิทยาลัยในเครือข่ายเพื่อเผยแพร่ให้กับภาครัฐและเอกชน


ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการฝึกอบรมการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2563 ที่ผ่านมาถือว่าได้รับกระแสตอบรับที่ดีเป็นอย่างมาก นอกจากนักเรียน นักศึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้องจากทั้ง 5 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี จะได้รับการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อนำความรู้ไปขยายผลสู่ชุมชนของตนเองได้ในอนาคตแล้ว ทางหน่วยงานราชการของจังหวัดร้อยเอ็ดยังให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และจะนำโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ไปเป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนของจังหวัดอีกด้วย


“หลังจากลงพื้นที่เปิดโครงการอบรมการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชุน ตามแนวพระราชดำริ ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 26-27 สิงหาคม 2563 โดยมีผู้เข้าอบรมจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั้ง 5 แห่ง ได้แก่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด มหาสารคาม ยโสธร ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี รวม 87 คน ก็เกิดกระแสตอบและตื่นตัวจากชุมชน จังหวัด รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอื่น ๆ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งจะแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จังหวัดร้อยเอ็ดกลายเป็นต้นแบบเรื่องการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ในการขยายผลไปสู่ชุมชนทั่วประเทศ” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

โตชิบาพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีความรู้สึกนึกคิดและสามารถปฏิบัติงานได้ด้วยตนเอง (ตอนที่ 1: เทคโนโลยี)

นายฮิซาชิเกะ ทานากะ คือหนึ่งในผู้ก่อตั้งโตชิบาผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นนักประดิษฐ์อัจฉริยะ “คาราคุริ จิเอมอน” อัจฉริยภาพด้านหุ่นกลไกของเขา ซึ่งถือได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของหุ่นยนต์ในเวลาต่อมา สามารถแสดงท่าทางการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนได้ ตัวอย่างเช่น หุ่นกลไก “ยูมิฮิคิโดจิ” อันโด่งดัง ซึ่งเป็นตุ๊กตารูปเด็กชายยิงธนูที่สามารถนำลูกดอกขึ้นทาบบนคันธนูและยิงลูกธนูไปยังเป้าหมายได้ ด้วยความคิดสร้างสรรค์และช่างประดิษฐ์นี้เองที่อยู่ในสายเลือดของโตชิบามาอย่างยาวนาน และยังเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงมีความสนใจในการสร้างหุ่นยนต์ใหม่ ๆ ขึ้นมาตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของบริษัท ในสมัยของ คาราคุริ จิเอมอน หุ่นกลไกมนุษย์อาจจะเป็นสิ่งที่สร้างความตื่นเต้นและความบันเทิง แต่ในปัจจุบัน หุ่นยนต์ได้กลายเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสังคม พวกมันจึงต้องมีความสามารถในการช่วยแก้ไขปัญหาบางอย่างได้ ขณะนี้ เราได้ก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 มาถึง 20 ปีแล้ว โตชิบาได้พัฒนา “คาราคุริ” หรือสร้างสรรค์จักรกลในรูปแบบใดเพื่อตอบสนองต่อความต้องการอันหลากหลายของสังคมสมัยใหม่บ้าง? หุ่นยนต์อัจฉริยะและถิ่นที่อยู่ หนึ่งในปัญหาทางสังคมที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้คือปัญหาการขาดแคลนแรงงาน จำนวนประชากรวัยทำงานของญี่ปุ่นกำลังหดตัวลงจนทำให้การขาดแคลนแรงงานกลายเป็นวิกฤติทางสังคมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และถึงแม้ว่าหลายอุตสาหกรรมจะประสบปัญหาลักษณะเดียวกันนี้ แต่อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักกว่าใครคืออุตสาหกรรมโลจิสติกส์ จนเกิดเป็นวลีว่า “โลจิสติกส์ล่มสลาย” ที่ชวนให้นึกไปถึงภาวะสังคมล้มเหลว นั่นจึงทำให้เห็นได้ชัดว่านี่เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการพูดถึงและแก้ไขให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โตชิบาได้พัฒนาหุ่นยนต์ขึ้นมาหลากหลายประเภทเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของอุตสาหกรรมการผลิต การจัดจำหน่าย และโลจิสติกส์ โดยในปีค.ศ. 1967 หรือกว่าครึ่งศตวรรษที่แล้ว โตชิบาได้พัฒนาอุปกรณ์อ่านและจัดเรียงรหัสไปรษณีย์อัตโนมัติเครื่องแรกในโลกขึ้น อุปกรณ์นี้ออกแบบมาให้รองรับระบบรหัสไปรษณีย์ที่จะนำมาใช้ในปีถัดไป นับเป็นการนำเครื่องจักรกลมาใช้แทนกระบวนการจัดเรียงจดหมายตามรหัสไปรษณีย์เบื้องต้นที่เคยทำด้วยมือมาเป็นเวลายาวนานและมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาของญี่ปุ่นในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตเป็นอย่างมาก ซึ่งโตชิบายังคงมีส่วนแบ่งในตลาดนี้สูงมาจนถึงทุกวันนี้
เครื่องอ่านและจัดเรียงรหัสไปรษณีย์ที่เขียนด้วยลายมืออัตโนมัติเครื่องแรกในโลกเปิดตัวเมื่อปีค.ศ. 1967 (พ.ศ. 2510) เครื่องอ่านและจัดเรียงรหัสไปรษณีย์นี้เป็นการนำเครื่องจักรมาใช้แทนแรงงานคนในกระบวนการที่แต่เดิมต้องใช้คนอ่านที่อยู่และจัดเรียงไปรษณีย์ด้วยมือ นับเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมให้สูงขึ้น นอกจากนั้น เครื่องจักรนี้ยังทำงานได้เร็วกว่ามนุษย์และทำงานได้โดยแทบไม่ต้องหยุดพัก แต่ถึงกระนั้น สำหรับระบบการส่งไปรษณีย์โดยรวม อย่างการส่งไปรษณีย์ไปยังที่อยู่ที่ถูกต้อง ก็ยังคงต้องมีมนุษย์เป็นผู้ควบคุมอยู่ นอกจากนี้ หุ่นยนต์ยังถูกนำมาใช้ในลักษณะคล้าย ๆ กัน ในอุตสาหกรรมการผลิต การจัดจำหน่าย และ โลจิสติกส์ เพื่อทำให้กระบวนการต่าง ๆ สามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติ แต่เพราะเหตุใดเรายังคงพูดถึงเรื่อง “โลจิสติกส์ล่มสลาย” อยู่อีก คำตอบก็คือ “โลจิสติกส์ล่มสลาย” ที่ว่านี้มีที่มาจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยตรง หรือพูดอีกอย่างก็คือ หากจะแก้ปัญหานี้ได้เราจำเป็นต้องนำเครื่องจักรกลเข้ามาใช้แทนที่ในกระบวนการที่เราไม่สามารถทำได้ในอดีต หรือกระบวนการที่เราเคยเชื่อว่าต้องทำโดยมนุษย์เท่านั้น จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อหุ่นยนต์เข้ามาแย่งงานของมนุษย์ สิ่งหนึ่งที่หุ่นยนต์อุตสาหกรรมทำได้ดีก็คือ การทำกระบวนการเดิมซ้ำไปซ้ำมา แต่มันจะปรับตัวได้ช้าหากต้องปรับเปลี่ยนงานที่ทำไปตามสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เป็นเช่นนี้ก็เพราะ หุ่นยนต์ไม่ได้มีความสามารถแบบเดียวกับมนุษย์ แม้ว่ามันจะทำงานตามพารามิเตอร์ที่กำหนดไว้ได้ แต่มันกลับไม่สามารถเลือกใช้วิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดได้เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่แตกต่างกันไปเรื่อย ๆ กล่าวคือ หุ่นยนต์ไม่สามารถทำงานที่ไม่คงที่ได้ หากต้องการให้หุ่นยนต์ทำงานที่ไม่ได้มีความคงที่แน่นอนได้ เราต้องสร้างหุ่นยนต์อัจฉริยะที่สามารถ “มองเห็น” “คิด” และ “ลงมือปฏิบัติ” ได้ หากพูดให้เห็นภาพชัดขึ้นก็คือ หุ่นยนต์ต้องสามารถ “มองเห็น” ด้วยเทคโนโลยีการรับรู้ภาพ “คิด” ด้วยเทคโนโลยีวางแผนการเคลื่อนไหว และ “ลงมือปฏิบัติ” ด้วยเทคโนโลยีการควบคุมยิ่งไปกว่านั้น หุ่นยนต์เหล่านี้จะต้องทำงานใกล้ชิดกับมนุษย์ยิ่งกว่าที่เคยอีกด้วย ดังนั้น เทคโนโลยีที่ใช้ในหุ่นยนต์ทั้งหมดจะต้องมีเทคโนโลยีความปลอดภัยรองรับ เพื่อดูแลความปลอดภัยของมนุษย์ที่ต้องทำงานอยู่ใกล้ชิดกับหุ่นยนต์
มนุษย์เรา “อ่าน” สิ่งแวดล้อมรอบตัวอยู่ตลอดเวลาผ่านประสาทสัมผัสต่าง ๆ หากเราต้องการสร้างหุ่นยนต์ที่มีความตระหนักรู้สถานการณ์รอบตัวแบบเดียวกัน เราจำเป็นจะต้องใช้เทคโนโลยีการรับรู้ภาพขั้นสูง ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการให้หุ่นยนต์หยิบกล่องใบหนึ่งจากบรรดากล่องขนาดต่าง ๆ ที่วางระเกะระกะ เราต้องติดตั้งเทคโนโลยีคัดแยกวัตถุเพื่อให้หุ่นยนต์บอกได้อย่างแม่นยำว่ามีวัตถุประเภทใดอยู่ตรงหน้าบ้างและวัตถุเหล่านั้นวางอยู่อย่างไร ซึ่งในส่วนนี้ โตชิบาเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีคัดแยกวัตถุที่ได้รับการยอมรับว่ามีระดับความแม่นยำประเมินสูงที่สุดในโลก1
โตชิบาประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีคัดแยกวัตถุที่มีระดับความแม่นยำประเมินสูงที่สุดในโลก1 [1*: V. Pham et al. “BiSeg: Simultaneous Instance Segmentation and Semantic Segmentation with Fully Convolutional Networks”. The Proceedings of the British Machine Vision Conference 2017] ด้วยเทคโนโลยีการรับรู้ภาพนี้ หุ่นยนต์จะได้รับข้อมูลที่ต้องการเพื่อ “ลงมือปฏิบัติ” โดยใช้เทคโนโลยีการควบคุม หุ่นยนต์ในปัจจุบันสามารถ “เดินตามรอย” (รับรู้) สัญลักษณ์บอกตำแหน่งที่วาดไว้บนรางหรือพื้นเพื่อให้เคลื่อนที่ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเทคโนโลยีการรับรู้ภาพนี้จะทำให้หุ่นยนต์สามารถเทียบตำแหน่งปัจจุบันของมันกับตำแหน่งฐาน และคาดคะเนตำแหน่งปัจจุบันของตนเองได้ ทำให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนไหวได้โดยอิสระและแม่นยำแม้ในพื้นที่ที่ไม่มีรางหรือสัญลักษณ์บอกตำแหน่ง นับว่าเป็นฟังก์ชันที่สำคัญมากที่จะช่วยให้หุ่นยนต์สามารถระบุเส้นทางที่ดีที่สุดในการเคลื่อนที่ไปยังจุดหมายปลายทางด้วยตนเอง ในแง่นี้เราอาจจะพูดได้ว่า เทคโนโลยีการรับรู้ภาพพยายามทำหน้าที่เสมือนดวงตาของมนุษย์ให้กับหุ่นยนต์
หุ่นยนต์สามารถคาดคะเนตำแหน่งของตนเองได้ด้วยเทคโนโลยีการรับรู้ภาพ โดยนำภาพที่ “มองเห็น” มาใช้คาดคะเนตำแหน่งของตนเอง ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้รางหรือสัญลักษณ์บอกตำแหน่ง ส่วนเป้าหมายของเทคโนโลยีวางแผนการเคลื่อนไหวคือช่วยให้หุ่นยนต์สามารถนำข้อมูลที่ได้รับจากเทคโนโลยีการรับรู้ภาพมาใช้ในการ “คิด” แล้ว “ลงมือปฏิบัติ” ด้วยตนเอง อย่างเวลาที่มนุษย์เราเอื้อมมือไปหยิบอะไรสักอย่างจากกล่อง เราต้องคิดว่าของสิ่งนั้นอยู่ตรงไหน ขนาดใหญ่แค่ไหน หนักแค่ไหน และเราจะควบคุมมืออย่างไรให้หยิบของสิ่งนั้นได้โดยที่มือของเราไม่ไปชนเข้ากับวัตถุอื่นหรือด้านในของกล่อง ในทำนองเดียวกัน หุ่นยนต์ก็ต้องวางแผนการเคลื่อนไหว เช่น จะขยับแขนกลอย่างไร หรือจะสามารถหยิบวัตถุนั้น ๆ ได้โดยไม่สร้างความเสียหายต่อสิ่งอื่นได้หรือไม่ จนถึงบัดนี้ มนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจเรื่องเหล่านี้ให้กับหุ่นยนต์ แต่เป้าหมายของเทคโนโลยีวางแผนการเคลื่อนไหวคือทำให้หุ่นยนต์สามารถ “คิด” ได้ด้วยตนเองโดยอาศัยข้อมูลที่ได้รับ รวมถึงสามารถวางแผนได้ด้วยตนเอง การที่หุ่นยนต์จะสามารถวางแผนการเคลื่อนไหวที่เหมาะสมที่สุดได้นั้น จำเป็นจะต้องนำข้อมูลที่ได้จากเทคโนโลยีการรับรู้ภาพมาสร้างชุดสถานการณ์จำลองด้วยแบบจำลองคอมพิวเตอร์ และจึงสร้างแผนที่พิจารณาแล้วว่าเป็นแผนที่ดีที่สุด
เมื่อสร้างแผนการเคลื่อนไหวเสร็จแล้ว ขั้นต่อไปคือ “ลงมือปฏิบัติ” ตามแผนดังกล่าว ซึ่งเป็นขั้นที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีการควบคุม หากเทียบกับมนุษย์แล้วก็คือความสามารถในการเคลื่อนที่ได้อย่างมีความชำนาญ ที่โตชิบา เราเชื่อว่าแขนกลต้องทำได้มากกว่าแค่ขยับตามที่แบบจำลองกำหนด จึงจะเรียกได้ว่าสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างชำนาญ ตัวอย่างเช่น เวลาที่เราจะวางกล่องใบหนึ่งลงในตู้คอนเทนเนอร์ มนุษย์เรามักจะวางกล่องไว้ใกล้กับริมสุดของตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งในการจะทำเช่นนี้ได้ เราจะตรวจสอบดูก่อนว่าริมขอบของตู้คอนเทนเนอร์นั้นอยู่ตรงไหน แล้วจึงวางกล่องลงในบริเวณนั้น จากนั้นจึงค่อยขยับกล่องให้ชิด “ผนัง” ด้านในของตู้คอนเทนเนอร์ และปล่อยมือเมื่อรู้สึกได้ว่ากล่องสัมผัสกับผนังแล้ว และทราบแล้วว่ากล่องวางชิดริมด้านในของตู้คอนเทนเนอร์นั้นแล้ว งานที่มนุษย์ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติลักษณะนี้คือสิ่งที่แขนกลจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีมาช่วยจึงจะสามารถทำได้อย่างชำนาญ พูดอีกอย่างก็คือ ในการที่จะเคลื่อนที่ได้อย่างมีความชำนาญนั้น หุ่นยนต์ต้องสามารถตรวจจับได้ว่ากล่องและผนังตู้คอนเทนเนอร์สัมผัสกันแล้วโดยใช้เซนเซอร์รับรู้แรงที่ติดอยู่ที่แขนกล
เซนเซอร์รับรู้แรงในแขนกลตรวจจับว่ากล่องและผนังตู้คอนเทนเนอร์สัมผัสกันหรือยัง ทำให้แขนกลสามารถวางกล่องชิดขอบตู้คอนเทนเนอร์แบบที่มนุษย์ทำได้ นอกจากนั้น เราต้องไม่ลืมด้วยว่ากล่องมีขนาดและรูปร่างหลากหลายแตกต่างกัน และอาจวางซ้อนกันอย่างไม่เป็นระเบียบ เอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่ง บางใบอาจจะเบา แต่บางใบอาจจะหนัก ความแตกต่างเหล่านี้มนุษย์สามารถบอกได้และจัดการได้อย่างง่ายดาย เพราะเรารู้ว่าถ้ากล่องเอียงไปฝั่งหนึ่งต้องถืออย่างไรและเมื่อยกของหนักต้องทำท่าอย่างไร ดังนั้น ที่โตชิบา เราจึงพัฒนามือกล กับสิ่งที่เรียกว่า ส่วนยึดจับไฮบริด ซึ่งช่วยให้มือกลสามารถหยิบจับกล่องรูปแบบต่าง ๆ ได้ด้วยทักษะเช่นเดียวกับมนุษย์
ส่วนยึดจับแบบประกอบทำให้หุ่นยนต์สามารถหยิบจับวัตถุที่มีรูปร่าง ขนาด และน้ำหนักต่าง ๆ กันได้ หุ่นยนต์กับความปลอดภัย? หุ่นยนต์อัจฉริยะหรือหุ่นยนต์ที่สามารถเคลื่อนไหวอย่างมีทักษะในลักษณะที่กล่าวไปแล้วได้ถูกพัฒนาขึ้นเนื่องมาจากปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งทำให้เราจำเป็นต้องนำหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการทำงานที่เราเคยคิดว่าต้องทำโดยมนุษย์เท่านั้น แต่การนำหุ่นยนต์มาแทนที่มนุษย์ในลักษณะนี้มีความท้าทายที่สำคัญมากอยู่ประการหนึ่ง นั่นก็คือ เราจะรับประกันความปลอดภัยได้อย่างไร
การให้มนุษย์กับหุ่นยนต์ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้น จึงต้องมีการจัดการที่เข้มงวดเพื่อดูแลความปลอดภัยของมนุษย์ เช่น แยกพื้นที่ทำงานของหุ่นยนต์และมนุษย์ออกจากกัน ในอนาคต หุ่นยนต์จะเข้ามาทำงานบางประเภทที่มนุษย์เคยทำ ซึ่งในบางกรณีหมายถึงงานที่มนุษย์เคยยืนทำอยู่ข้าง ๆ กันด้วย ดังนั้น มนุษย์จะต้องทำงานใกล้ชิดกับหุ่นยนต์มากกว่าที่เคย แต่อย่างไรก็ตาม เวลามนุษย์เดินชนหรือสัมผัสกัน มันไม่ค่อยอันตรายเท่าไร แต่การชนหรือกระแทกเข้ากับหุ่นยนต์อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้ ดังนั้น เราจึงต้องมีเทคโนโลยีความปลอดภัยที่สอดคล้องตามแนวปฏิบัติอย่าง ISO13849-1 เพื่อปกป้องมนุษย์ให้ปลอดภัยจากหุ่นยนต์ เทคโนโลยีความปลอดภัยมีหลักการพื้นฐานอยู่หลายประการ ประการหนึ่งคือหลักการแยกมนุษย์และหุ่นยนต์ออกจากกัน ซึ่งสนับสนุนให้แยกพื้นที่การทำงานของหุ่นยนต์และมนุษย์ ออกจากกัน เพื่อไม่ให้มีพื้นที่ทับซ้อน แต่เนื่องจากหุ่นยนต์เริ่มถูกนำเข้ามาใช้ทำงานแทนมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ การเกิดพื้นที่ทับซ้อนจึงดูเป็นเรื่องยากที่จะเลี่ยงได้ ที่โตชิบา เราใช้อัลกอริทึมเลือกพื้นที่ทำงานเพื่อพัฒนาระบบที่หุ่นยนต์สามารถเลือกพื้นที่ทำงานที่ไม่ทับซ้อนกับพื้นที่ของมนุษย์ได้ และเคลื่อนย้ายตนเองไปยังพื้นที่นั้นได้โดยอัตโนมัติเพื่อให้มนุษย์มีความปลอดภัย นอกจากนั้น เรายังได้ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับความเร็วที่แยกออกมาต่างหากในรถเอจีวี (automated guided vehicles - พาหนะเคลื่อนที่อัตโนมัติ) นอกเหนือจากตัวควบคุมการเคลื่อนที่ที่มีอยู่แล้ว เพื่อช่วยสอดส่องตัวรถตลอดเวลาและให้มั่นใจว่ารถเอจีวีกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วไม่เกินที่กำหนดไว้
โตชิบาเชื่อว่าเทคโนโลยีทั้งหมดที่ประกอบขึ้นเป็นหุ่นยนต์ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ เราจึงเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่สุดควรเป็นการป้องกันความเป็นไปได้ที่จะเกิดอุบัติการณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่การพัฒนาหุ่นยนต์ในขั้นแรก ใน “ตอนที่ 2: การประยุกต์ใช้” เราจะอธิบายว่าโตชิบานำเทคโนโลยีหุ่นยนต์เหล่านี้ไปใช้เพื่อพัฒนาโซลูชันให้แก่อุตสาหกรรมการผลิต การจัดจำหน่าย และโลจิสติกส์อย่างไรบ้าง

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563

CPF พร้อมเป็นกองหนุน ส่งอาหารให้แพทย์-พยาบาล ต้านภัยโควิดชายแดน จ.ตาก

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ส่งมอบอาหารเพื่อแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ในโรงพยาบาลของรัฐ 5 แห่งของจังหวัดตาก ตาม “โครงการ CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” เพื่อแบ่งเบาภารกิจทีมแพทย์ในการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 บริเวณชายแดน หลังยอดผู้ติดเชื้อในประเทศเมียนมาสูงเกินกว่า 9,000 คน

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศเมียนมาที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า 9,000 คน ส่งผลให้ประเทศไทยต้องคุมเข้มชายแดนเพื่อป้องกันคนไทยจากเชื้อไวรัสนี้ด้วย


“ซีพีเอฟ เป็นผู้ผลิตอาหารปลอดภัยและได้แบ่งเบาภาระของกระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือคนไทยและประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 มาตั้งแต่ช่วงต้นปี วันนี้ ซีพีเอฟ ขอนำความเชี่ยวชาญด้านอาหารของบริษัทมาช่วยแบ่งเบาภารกิจของทีมแพทย์ในจังหวัดตากอีกครั้ง เพื่อเติมกำลังกายและเป็นกำลังใจให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องใกล้ชิดและมีความเสี่ยงอย่างมากในสถานการณ์นี้ เนื่องจากจังหวัดตากเป็นจังหวัดชายแดนที่มีแรงงานจากเมียนมาเข้าออกเป็นจำนวนมาก” นายประสิทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ จะจัดเตรียมอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานให้แก่ทีมแพทย์ในโรงพยาบาล 5 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลพบพระ โรงพยาบาลแม่สอด โรงพยาบาลท่าสองยาง โรงพยาบาลแม่ระมาด และโรงพยาบาลอุ้มผาง โดยทีมงานเดลิเวอรี่ของซีพี เฟรชมาร์ท จะจัดส่งอาหารให้บุคลากรทางการแพทย์ถึงที่ทุกโรงพยาบาล

"ได้เห็นข้อความของคุณหมอท่านหนึ่งในจังหวัดตากที่บอกกว่า คุณหมอมีหน้าที่ที่ต้องป้องกันเมืองหลวงหรือเมืองชั้นกลางของประเทศไว้ให้ได้ ถ้าทัพหน้าแข็งแรง ทัพหลวงก็อุ่นใจ... ผมก็อยากจะบอกคุณหมอว่า ซีพีเอฟ จะเป็นกองหนุนเติมเสบียง ส่งพลังให้ทัพหน้าของคุณหมอสู้ภ้ยโควิด-19 ได้อย่างเข้มแข็งและมั่นใจครับ” นายประสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

แพทย์แนะวิธีรักษา ‘โรคเบาหวาน’ นวัตกรรมยา ตรวจสุขภาพ หมั่นออกกำลังกาย

 


สถานการณ์ผู้ป่วย “โรคเบาหวาน” กำลังเพิ่มสูงขึ้นในประเทศไทย และยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้ป่วยโรคนี้ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เพราะจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายกว่าคนปกติ

จากผลสำรวจสุขภาพประชาชนปี 2557 พบว่าคนไทย 4.8 ล้านคนป่วยเป็นโรคเบาหวาน ในกลุ่มคนไทยอายุ 60-79 ปี พบว่าป่วยเป็นโรคเบาหวานถึง 19% ที่น่าตกใจคือเด็กและวัยรุ่นเป็นโรคนี้มากขึ้น โดยผู้ป่วยวัย 15 ปีขึ้นไป พบว่าป่วยเป็นโรคเบาหวาน 8.9% และส่วนมากไม่รู้ตัวมาก่อน

รศ.พญ.นันทกร ทองแตง แพทย์สาขาวิชาต่อมไร้ท่อ และเมตะบอลิสม ภาควิชาอายุรศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า โรคเบาหวานทำให้คนไทยอายุสั้นลงจากการเสียชีวิตก่อนวัย โดยพบผู้มีอายุ 60 ปีป่วยเป็นโรคเบาหวาน อายุจะสั้นลง 6 ปี หากเป็นโรคเบาหวานร่วมกับโรคหลอดเลือดหัวใจอายุจะสั้นลง 12 ปี และการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตาบอด ไตวาย เท้าเป็นแผลเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคอัมพฤกษ์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม โรคเบาหวานสามารถป้องกันได้ ด้วยการปรับพฤติกรรมการกิน หมั่นออกกำลังกาย และลดน้ำหนักตัวลงอย่างน้อย 5-7% ของน้ำหนักตั้งต้น จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานลงได้ 30-50% และควรตรวจคัดกรองโรค โดยผู้อายุ 35 ปีขึ้นไปควรเจาะเลือดตรวจ ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น มีน้ำหนักตัวเกิน หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ควรตรวจให้เร็วกว่าปกติ

รศ.พญ.นันทกร ระบุด้วยว่า สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานแล้ว มีวิธีการรักษาไม่แตกต่างจากการป้องกัน กล่าวคือ หัวใจสำคัญของการรักษา ได้แก่ การปรับพฤติกรรม ร่วมกับใช้ยารักษาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งปัจจุบันมียารักษาหลายกลุ่มทั้งยากินและยาฉีด เป็นทางเลือกให้กับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งยาฉีดมีทั้งที่เป็นยาฉีดอินซูลินและยาฉีดที่ไม่ใช่อินซูลิน หรือยาฉีดจีแอลพีวัน อะนาล็อก (GLP-1 Analogue) ยาชนิดใหม่ๆ ถูกพัฒนามาเพื่อลดผลข้างเคียงที่อันตราย ได้แก่ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) นอกจากนี้ ยาบางชนิด เช่น ยาฉีดจีแอลพีวัน อะนาล็อก และยากินบางกลุ่ม ยังมีผลช่วยลดน้ำหนักตัวของผู้ป่วยได้ เป็นต้น โดยแพทย์จะเลือกใช้ยาตามความเหมาะสมและข้อบ่งใช้ของผู้ป่วยแต่ละราย

ยารักษาโรคเบาหวานในปัจจุบันยังมีการพัฒนาให้ผู้ป่วยบริหารยาได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และเจ็บตัวน้อยลง เช่น การรวมเม็ดยา จากเดิมที่ต้องกิน 2-3 เม็ดก็รวมเหลือ 1 เม็ด การรวมยาฉีด 2 ชนิดในเข็มเดียว การพัฒนาเข็มและอุปกรณ์การฉีดยาให้เล็กลง เพื่อให้เจ็บน้อยลง และ การพัฒนายาฉีดจากเดิมต้องฉีดทุกวันเป็นฉีดเพียงสัปดาห์ละครั้ง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วย เช่น เครื่องติดตามระดับน้ำตาลของผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ (real time) ติดบริเวณท้องหรือต้นแขน โดยเครื่องจะทำการตรวจวัดระดับน้ำตาลโดยอัตโนมัติ ทุกๆ 5 นาที และแสดงผลให้ทราบทันทีทางหน้าจอ ผู้ป่วยและญาติสามารถทราบระดับน้ำตาลของตนเองโดยไม่ต้องเจาะเลือดที่ปลายนิ้ว ช่วยป้องกันการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และช่วยให้แพทย์ปรับยาได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีแอปพลิเคชัน หรือเครื่องมือช่วยคำนวณปริมาณคาร์โบไฮเดรตหรือแคลอรี่ในอาหารแต่ละจาน เพื่อควบคุมการรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับภาวะของผู้ป่วย รวมถึงอุปกรณ์ติดตามการออกกำลังกาย เช่น เครื่องนับก้าวในการเดิน การเผาผลาญพลังงานของร่างกาย เป็นต้น

“แม้เทคโนโลยีจะก้าวไกล มียาดีแค่ไหน ก็ต้องควบคุมพฤติกรรมการกินอยู่ไปพร้อมกันด้วย ที่สำคัญ คือ ต้องหมั่นสำรวจตนเองและรีบมาตรวจคัดกรองโรคแต่เนิ่นๆ อย่าปล่อยไปจนโรคเบาหวานลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อนไปแล้ว เพราะมันอาจสายเกินไป” รศ.พญ.นันทกรกล่าวทิ้งท้าย

กลุ่ม GPSC-ม.สุรนารี ลุยโปรเจกต์พลังงานอัจฉริยะ ผุดโซลาร์ฯ 6 เมกะวัตต์ หนุนเป็นศูนย์การเรียนรู้และวิจัยพัฒนาอย่างยั่งยืน



  GPSC ดัน CHPP บริษัทในเครือ ผนึก ม.เทคโนโลยีสุรนารี รุกโครงการติดตั้งโซลาร์บนหลังคา-โซลาร์ลอยน้ำ ผสานนวัตกรรมพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) ทั้ง BESS, Block Chain และ AI เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และจำหน่ายไฟฟ้า รวม 6 เมกะวัตต์ สู่โหมดซื้อขายไฟฟ้ารูปแบบ PPPA โดยใช้นวัตกรรมพลังงานอัจฉริยะเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของกฟภ. เพื่อให้ได้มาซึ่งโซลูชั่นพลังงานหมุนเวียนที่มั่นคง เชื่อถือได้ และมีเสถียรภาพที่ใช้ในมหาวิทยาลัย ด้วยงบลงทุนราว 150 ล้านบาท ประหยัดค่าพลังงานไฟฟ้าได้กว่า 510 ล้านบาทตลอดอายุโครงการ 25 ปี พร้อมยกระดับเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานอัจฉริยะแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นโมเดลเมืองพลังงานไมโครกริดอัจฉริยะ

นายชวลิต  ทิพพาวนิช    ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่   บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท.  เปิดเผยว่า วันนี้ (28 กันยายน 2563) ได้มีพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการวิจัยและพัฒนาระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และบริษัท ผลิตไฟฟ้าและพลังงานร่วม จำกัด หรือ CHPP ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม GPSC ซึ่ง GPSC ถือหุ้น 100% เพื่อผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังผลิตรวมประมาณ 6 เมกะวัตต์ เพื่อสร้าง “Low carbon university” สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคให้กับมหาวิทยาลัยฯ  ผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้ารูปแบบเอกชนกับเอกชน (Private PPA) อีกทั้งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้นวัตกรรมด้านพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้แก่บุคลากร นักศึกษา และประชาชนผู้สนใจ  โดยใช้งบประมาณดำเนินการราว 150 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้ในปี 2565 เป็นต้นไป 

สำหรับโครงการดังกล่าว จะแบ่งการติดตั้งเป็น 3 ส่วนได้แก่ (1)การติดตั้งแผงโซลาร์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop)  ของอาคารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี 8 อาคารขนาดกำลังผลิตไฟฟ้า รวมประมาณ 1.68 เมกะวัตต์ โดยใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์แบบชนิด Mono PERC Half-Cell Module (2) การติดตั้ง Solar Rooftop บริเวณหลังคาทางเดิน อาคารบริหาร ขนาดกำลังติดตั้ง 60 กิโลวัตต์ ด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์แบบชนิด Bifacial cells  แทนการใช้หลังคาทั่วไป  และ (3) การติดตั้งโซลาร์ชนิดลอยน้ำ (Solar Floating) ในอ่างเก็บน้ำสุระ 1  ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง รวมประมาณ 4.312 เมกะวัตต์ ซึ่งจุดเด่นของระบบนี้อยู่ที่ทุ่นลอยน้ำซึ่งเป็นเทคโนโลยีของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)  หรือ GC  บริษัทในกลุ่ม ปตท. ที่ใช้วัตถุดิบ (Raw Material) เป็นเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีนเกรดพิเศษที่ผสมของสารกันแสง UV จาก ที่มีคุณสมบัติคงทนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้หลังจากสิ้นสุดอายุการใช้งาน ในด้านความร่วมมือการวิจัยและพัฒนา ได้มีแนวคิดการนำ data engineering จากระบบมาต่อยอด เพื่อจัดการรูปแบบพลังงานไฟฟ้าให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด 

  พร้อมกันนี้ ยังมีการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง (Battery Energy Storage System: BESS) ชนิด  Lithium ion Battery  ขนาด 100 กิโลวัตต์/200 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ให้กับอาคารหอพักสุรนิเวศ   พร้อมด้วยการวางระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะโดยใช้เทคโนโลยี่ Block Chain ในการบริหารจัดการระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการติดตั้งระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสามารถควบคุมและติดตามผลการทำงานแบบ Real Time และยังสามารถนำข้อมูลต่างๆ มาใช้ในการตัดสินใจ อาทิ ข้อมูลสภาพอากาศและความเข้มของแสงอาทิตย์มาวิเคราะห์ปริมาณความสามารถในการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ล่วงหน้า เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปบริหารจัดการในการเพิ่มความแม่นยำของประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า

“ความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นความร่วมมือที่สำคัญที่จะทำให้การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมพลังงานทดแทนของไทยให้ก้าวหน้ามากขึ้น โดยเป็นการดึงนวัตกรรมต่างๆ ที่ทันสมัยมาบริหารทั้งระบบ AI, BESS ระบบซื้อขายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Energy Platform (SEP)) เพื่อซื้อขายไฟฟ้าจากโซลาร์ฯ ระหว่างอาคาร โดยการพัฒนาครั้งนี้ จะเป็นการสนับสนุนการวิจัยด้านพลังงานทดแทนของนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยฯ และเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้กับผู้ที่สนใจอื่นๆ นอกจากนี้ ยังเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีการวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่าทางการค้าในอนาคตได้อีกด้วย” นายชวลิตกล่าว

  รศ.ดร.วีรพงษ์ แพสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีกล่าวว่า ความร่วมมือโครงการดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า จากปัจจุบันที่มีค่าไฟฟ้ากว่า 100 ล้านบาทต่อปี ด้วยวิธีการที่เราสามารถใช้ทรัพยากรของมหาวิทยาลัยฯ ที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจากการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ  4.3  MW  บนอ่างเก็บน้ำสุระ และแผงโซลาร์เซลล์ 1.7 MW บนหลังคา ดังนั้น การพัฒนาโครงการนำระบบพลังงานทดแทนที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์  เพื่อมาทดแทนการใช้ไฟฟ้าจากฟอสซิล จะทำให้มหาวิทยาลัยฯ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากระบบพลังงานทดแทนได้กว่า 8.5 ล้านกิโลวัตต์ต่อปี หรือคิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ 510 ล้านบาท ตลอดอายุโครงการ 25 ปี และสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ถึง 115,000 ตัน นอกจากนี้ ในส่วนของ Solar Floating จะช่วยลดการระเหยน้ำในสระน้ำมากกว่า 30,000 ลบ.ม./ปี อีกด้วย 


ในอนาคตโครงการฯ ยังมีแผนจัดตั้งให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทั้งภาครัฐและเอกชน หน่วยงานด้านการศึกษาและชุมชนต่างๆ เพื่อเข้ามาเยี่ยมชมและศึกษาดูงานสร้างความรู้ความเข้าใจในด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะระบบไมโครกริด และการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่สามารถผลิตใช้ได้เอง และช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ






รมว.อว.ชื่นชม "โครงการธนาคารปูม้า" ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์งานวิจัย



          รมว.อว.เยี่ยมชมผลสำเร็จโครงการธนาคารปูม้า คืนปูม้าสู่ทะเลไทยในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานี ชื่นชมนำองค์ความรู้และงานวิจัยให้ชาวบ้านใช้ประโยชน์ ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัย และแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาท้องถิ่น

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ

          ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าโครงการธนาคารปูม้า คืนปูม้าสู่ทะเลไทยณ ศูนย์เรียนธนาคารปูม้าบ้านในถุ้ง อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2563 โดยมี ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ทำหน้าที่ ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และคณะผู้บริหารจาก วช. พร้อมด้วยนักวิจัยในโครงการ ให้การต้อนรับ และนำบรรยายสรุปพร้อมเยี่ยมชมโครงการ พร้อมกันนี้ รมว.อว.ยังได้ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยชุมชน เครือข่ายวิจัยภูมิภาคภาคใต้ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก วช.


          ภายหลังเยี่ยมชมโครงการ รมว.อว.กล่าวชื่นชม วช. และ ม.วลัยลักษณ์ ที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนและพัฒนาโครงการธนาคารปูม้าชุมชน โดยเฉพาะที่ จ.นครศรีธรรมราช ที่นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และในโอกาสหน้าจะขอไปตรวจเยี่ยมที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และหลังรับฟังรายงานได้แง่คิด 2 ประการ

เครื่องแยกไข่ปู



           ประการแรก ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กล่าวว่า อว.ติดต่อชาวบ้านและประชาชน ด้วยการนำ องค์ความรู้และ งานวิจัยมาให้แทนการให้สิ่งของ มีนักวิจัยทำงานให้ชาวบ้านได้รับประโยชน์ และต่อมาพัฒนาให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการวิจัย และแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาท้องถิ่น เปรียบได้กับการช่วยคนด้วยการสอนให้ตกปลาหรือปลูกข้าว แทนการแจกปลาหรือแจกข้าว อันจะส่งผลให้เกิดการสร้าง วัฒนธรรมวิจัยให้แก่ชุมชนและประชาชน ประชาชนสามารถทำวิจัย มีความชอบในการทำวิจัย และเชี่ยวชาญในการทำวิจัยแบบง่าย ๆ อย่างไม่เป็นทางการ เกิดความสุขใจในการทำวิจัย เพราะ ทำแล้วเห็นผลที่จับต้องได้จริง

         ประการที่สองกระทรวง อว. มีความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานภายในกระทรวง รมว.อว.จึงขอให้ทุกหน่วยงานภายใต้ อว. มีความสามัคคี ช่วยเหลือ และชื่นชมในผลงานของหน่วยงานอื่น ๆ การศึกษางานซึ่งกันและกันของหน่วยงานต่าง ๆ ใน อว. จะมีประโยชน์มาก ตัวอย่างเช่น งานพัฒนาผ้าพื้นถิ่นที่หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ ( บพท.) สนับสนุน มรภ.นครศรีธรรมราช กับ งานธนาคารปูม้าชุมชน ของ วช. ทั้ง บพท. และ วช. สามารถศึกษางานของกันและกันและหาแนวทางการเชื่อมโยงเพื่อพัฒนาการทำงานต่อไปได้





         นอกจากนี้ ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กล่าวอีกว่า ความสำเร็จของการทำงานในจังหวัด เกิดจากการสนับสนุนของผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นสำคัญ ขอให้จังหวัดมั่นใจได้ว่าทุกหน่วยงานภายใต้ อว. จะสนับสนุนการพัฒนาจังหวัดอย่างเต็มที่ ตามนโยบายขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันของนายกรัฐมนตรี ซึ่งแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับจังหวัด และกระทรวง อว. จะสนับสนุน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในฐานะแม่ข่ายของกลุ่มมหาวิทยาลัยภาคใต้ตอนบน โดยในอนาคตจะผลักดันให้มีอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคเกิดขึ้นในพื้นที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ จ.นครศรีธรรมราชต่อไป

พร้อมกันนี้ รมว.อว.ได้ตอบคำถามประชาชนถึงนโยบายหรือแนวทางในการทำงานร่วมกับชุมชนว่า การทำงานร่วมกับชุมชนนั้นทำให้บุคลากรในกระทรวงเข้าใจตนเองมากขึ้นว่า การทำงานในห้องเรียนหรือห้องปฏิบัติการวิจัยเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ดังนั้น อาจารย์และนักวิจัยต้องทำงานร่วมกับชุมชนมากขึ้น นำ วทน. มาพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่องตามความต้องการของชุมชน และ อว.ยังมีแนวทางวิจัยให้ชุมชนพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งขึ้นได้ผ่าน ชุมชนวิจัย

          "กล่าวคือ พัฒนาให้ชาวบ้านสามารถผสมผสานภูมิปัญญาดั่งเดิมกับองค์ความรู้สมัยใหม่ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลายเป็น นักวิจัยสมัครเล่นที่สร้างผลงานตอบโจทย์ปัญหาในชุมชน สร้างนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง ตัวอย่างเช่น ธนาคารปูม้าชุมชน ที่ชาวบ้านรับถ่ายทอดองค์รวมรู้ วทน. ผสานกับภูมิปัญญาชาวบ้าน ได้เป็นธนาคารปูม้า สร้างผลกระทบเชิงบวกแก่ชุมชน จับปูม้าได้มากขึ้น สร้างรายได้มากขึ้น รักษาสิ่งแวดล้อม เกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน เป็นตัวอย่างให้คณะทูตต่างประเทศมาเยี่ยมชม เกิดเป็นความภูมิใจ และความสุขใจในชุมชน" รมว.อว กล่าว 

 



          ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ทำหน้าที่ ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้เป็นหน่วยงานบูรณาการหลัก ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมประมง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ธนาคารออมสิน บริษัทประชารัฐสามัคคี บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ กระทรวงพาณิชย์ องค์ความรู้จากผลการวิจัยและนวัตกรรมมาต่อยอด หรือวิจัยเพิ่มเติม ขยายผลสำเร็จของธนาคารปูม้าที่มีอยู่ไปสู่ชุมชนอื่น ๆ อย่างเหมาะสมกับบริบทพื้นที่และสภาวะชุมชน 
                                                                                    

          วช. จึงได้ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายความร่วมมือ และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ดำเนินการโครงการขยายผลธนาคารปูม้าเพื่อ "คืนปูม้าสู่ทะเลไทย" ตามมติคณะรัฐมนตรี ในภาพรวมของประเทศ เพื่อเพิ่มจำนวนธนาคารปูม้าในพื้นที่ชายฝั่งให้ได้ตามเป้าหมาย พร้อมทั้งขับเคลื่อนและบูรณาการให้เกิดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มทรัพยากรปูม้าในท้องทะเลไทยและการเป็นผู้นำด้านการส่งออก รวมทั้งขับเคลื่อนและบูรณาการความร่วมมือในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตธนาคารปูม้า และกำหนดวิธีการหรือมาตรการการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร การอนุรักษ์ การฟื้นฟู ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

 

       "ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา วช. กรมประมง และหน่วยงานความร่วมมือ ได้มีการขยายผลธนาคารปูม้าไปแล้ว จำนวน 543 แห่ง ครอบคลุมในพื้นที่ชุมชนชายฝั่ง 20 จังหวัด ของประเทศไทย จากการดำเนินงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และกรมประมง ดำเนินการจัดตั้งธนาคารปูม้าทั้งหมด จำนวน 41 แห่ง ใน 6 อำเภอชายฝั่งทะเล ได้แก่ อ.เมือง 6 แห่ง อ.ขนอม 6 แห่ง  อ.ท่าศาลา 12 แห่ง  อ.ปากพนัง 4 แห่ง อ.สิชล 4 แห่ง และ อ.หัวไทร 9 แห่ง ภายใต้ โครงการ การถ่ายทอดและขยายผลธนาคารปูม้าเพื่อคืนปูม้าสู่ทะเลไทยและต่อยอดงานวิจัยเพื่อยกระดับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนตามแนวทาง BCG Economy ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานีศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล กล่าว




















“วัชระพล” ชง ครม. สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน

“วัชระพล” ชง ครม. สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน เดินหน้าขยายตลาดส่งออกนมเพื่อฟื้นฟู อ.ส.ค. ...