วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563

รมว.ศธ. เยี่ยมชมโครงการ “BCC SPACE PROGRAM : การส่งดาวเทียม BCCSAT-1 เข้าสู่อวกาศ” โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

 

วันที่ 31 สิงหาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้เยี่ยมชมโครงการ “BCC SPACE PROGRAM : การส่งดาวเทียม BCCSAT-1 เข้าสู่อวกาศ” ณ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน โดยมี นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) ศาสตราจารย์พิเศษ เรวัต ฉ่ำเฉลิม  ประธานคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ดร. พงศธร  สายสุจริต ผู้อำนวยการ (รักษาการ) สถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ (สทอศ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ คณะผู้บริหารโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย คณะครู ผู้ปกครอง และนักเรียนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ร่วมให้การต้อนรับ

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศธ. ได้กล่าวชื่นชมยินดีในความสำเร็จด้านวิชาการทั้งหลายของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โดยเฉพาะโครงการ BCC Space Program ที่จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนมีความสนใจด้านเทคโนโลยีอวกาศ และสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนี้เพื่อการพัฒนาทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อไป จนนักเรียนสามารถสร้างดาวเทียมภายใต้ชื่อ BCCSAT-1 ได้สำเร็จ และกำลังจะส่งดาวเทียมขึ้นโคจรรอบโลกในอวกาศ ซึ่งนับเป็นดาวเทียมผลงานนักเรียนระดับมัธยมศึกษาดวงแรกของประเทศไทย และของภูมิภาคอาเซียนด้วย ถือเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งในวงการการศึกษาของประเทศไทย ที่ได้แสดงให้เห็นเป็นเชิงประจักษ์แล้วว่า “นักเรียนไทยมีความรู้ความสามารถ ไม่แพ้นักเรียนชาติอื่นๆ” สามารถคิด และลงมือปฏิบัติ โดยการประยุกต์ใช้ความรู้ที่มีมาบูรณาการจากหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ไม่ได้มีประโยชน์ต่อตัวนักเรียนเพียงเท่านั้น แต่เป็นคุณูปการต่อการพัฒนาสังคม และประเทศชาติ ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับจากดวงเทียมดวงนี้ ไม่ได้มีอยู่เพียงสิ่งที่นักเรียนนำเสนอเท่านั้น ความทุ่มเทบากบั่น มานะอุตสาหะ ที่นักเรียนได้แสดงให้เห็นผ่านผลงานชิ้นเอกนี้ อีกทั้งความร่วมมือร่วมใจของคณาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และกำลังใจจากผู้ปกครอง รวมไปถึงการสนับสนุนของโรงเรียน เป็นตัวอย่างซึ่งชี้ให้เห็นถึงพลวัตอันสำคัญ ที่ใช้ในการขับเคลื่อนการศึกษาให้พัฒนาต่อยอดไปอีกขั้นหนึ่ง และด้วยปัจจัยเหล่านี้เอง จะเป็นส่วนช่วยที่ทำให้นักเรียนมีต้นทุนที่ดี สำหรับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ให้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศักยภาพในการนำพาประเทศให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยะประเทศ  

ขอขอบคุณโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยที่เล็งเห็นถึงการพัฒนาศักยภาพนักเรียน และสนับสนุนนักเรียนในทุกทางที่นักเรียนปรารถนา และขอบคุณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สำหรับการสนับสนุนด้านวิชาการให้กับนักเรียน ขอบคุณภาคเอกชนสำหรับการสนับสนุนต่างๆ ขอบคุณผู้ปกครองที่เชื่อมั่นในศักยภาพของนักเรียนและพร้อมสนับสนุนพวกเขาตลอดเวลา และขอบคุณนักเรียน

ที่ทำให้พวกเราได้รู้ว่าศักยภาพของเด็กไทยนั้นหากได้รับการพัฒนาในทางที่ถูกที่ควรแล้ว ย่อมจะไม่แพ้ชาติใดในโลก ขอชื่นชมอีกครั้งหนึ่งว่าโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยเป็นหนึ่งในต้นแบบที่สำคัญของการพัฒนาการศึกษาของชาติ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นผลงานทางวิชาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปในอนาคต รมว.ศธ. กล่าวในที่สุด

ด้าน ดร.อรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการ กช. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ BCC Space Program ปัจจุบันมีนักเรียนในโครงการ 36 คน คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 23 คน และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 13 คน โดยโครงการมีที่มาจากการที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้ให้ความสำคัญในการจัดการศึกษาและมีแนวคิดที่จะพัฒนานักเรียนในโรงเรียนให้เป็นผู้ริเริ่มสร้างดาวเทียมแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อให้จุดประกายและสร้างความโดดเด่นแก่นักเรียน 

ทำให้เกิดอัตลักษณ์ในองค์กรทางศึกษาที่มีภาพลักษณ์ของการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง และการก้าวกระโดดผ่านขีดจำกัดความสามารถของการจำกัดการเรียนรู้ของนักเรียนได้ จนเป็นที่ยอมรับขององค์กรระดับชาติและระดับโลกต่อไป โรงเรียนจึงได้มุ่งเน้นการพัฒนาเพื่อผลิตผู้สร้างและผู้นำทางเทคโนโลยีอวกาศ แต่โรงเรียนไม่สามารถดำเนินการเองเพียงลำพังได้ จึงได้ทำความร่วมมือเป็นกรณีพิเศษกับบริษัท ASTROBERRY โดย “ดาวเทียมที่ส่งไปถือเป็นสมบัติและลิขสิทธิ์ทางปัญญาของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย” และโรงเรียนได้มีการทำสัญญาความร่วมมือ (MOU) กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และมหาวิทยาลัยโตเกียวในการพัฒนาพื้นฐานองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศให้แก่นักเรียนผ่านการเรียนรู้ทางภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ 

เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านอวกาศและดาวเทียม ซึ่งการพัฒนาดาวเทียมขนาดเล็กนับเป็นการบูรณาการและการเชื่อมโยงความรู้ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา และเสริมสร้างความเข้าใจให้แก่นักเรียนผ่านการนำหลักการที่ได้เรียนในห้องเรียนมาใช้ร่วมกับการค้นคว้าผ่านสื่อออนไลน์แล้วนำไปปฏิบัติจริง ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดของผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการพัฒนาดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศ โรงเรียนจึงเปิดสาขาการเรียนการสอนเกี่ยวกับการพัฒนาดาวเทียม ชื่อว่า Space Engineer Program หรือ วิศวกรรมการบินและอวกาศ ซึ่งได้เริ่มต้นจากการเพิ่มพูนรายวิชาและเวลาเรียน และเปิดวิชาเลือกเสรีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาดาวเทียมขึ้น ซึ่งการพัฒนาดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศเป็นหนึ่งในทิศทางของการพัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมของโลกที่สำคัญ ทั้งยังสอดคล้องกับปรัชญาโรงเรียนที่กล่าวว่า “…ให้พัฒนาทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ ให้เป็นพลเมืองดี มีประสิทธิภาพในการดำรงชีวิตอย่างสันติสุขในสังคม” ก่อเกิด “School of Happiness : กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โรงเรียนแห่งความสุข”



ครูพี่โอ๊ะ Kickoff “Application สช. On Mobile” สช. ยุคใหม่ ทันโลก ครอบคลุม เข้าถึงทุกความต้องการโหลดเล้ย‼


วันนี้ (31 สิงหาคม 2563) เวลา 10.30 น.  ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานเปิดตัว Application “สช. On Mobile” ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ โดยมี 


นายชัยณรงค์ ป้องบ้านเรือ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (รองเลขาธิการ กช.)  นายบุญญาศักดิ์ สุขศรี ผู้จัดการทั่วไปบริษัท วี บิลด์ แอนด์ โอเปอร์เรต จำกัด  ผศ.ดร.ศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมสถานศึกษาเอกชนจังหวัดนครราชสีมา ประธานกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนทั่วประเทศ (ประธาน ปส.กช.) ทั่วประเทศเข้าร่วมงาน

ดร.กนกวรรณ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าปัจจุบัน Smart Phone และ Tablet มีบทบาทในการดำรงชีวิตของมนุษย์ มากขึ้น และ Mobile Application คือส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้งาน Smart Phone และ Tablet เข้าถึงสื่อต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น จึงทำให้เกิด Application “สช. On Mobile” ขึ้นภายใต้ “โครงการความร่วมมือจัดทำเครื่องมือเพื่อการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ให้กับ ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัด สช. ผ่านรูปแบบ Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กับ บริษัท วี บิลด์ แอนด์ โอเปอร์เรต จำกัด ซึ่งได้จัดทำ Application “สช. On Mobile” 


โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครื่องมือในการเข้าถึงการให้บริการแก่ ครู และบุคลากรทางการศึกษา สังกัด สช. ในรูปแบบ Mobile Application เพื่อเพิ่มช่องทางในการอำนวยความสะดวก ด้านการติดต่อสื่อสาร และการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร สนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลด้านความรู้และสวัสดิการจาก  สช. ไปยังผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัด สช. และเพื่อจัดเก็บฐานข้อมูลที่ได้จาก ครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสถาบันการศึกษาเอกชน ที่เกี่ยวข้อง สำหรับนำมาวิเคราะห์ และกำหนดนโยบายในการบริหารต่อไป

“สช. On Mobile”เป็นเครื่องมือในการใช้งานตามภารกิจของบุคลากร สช. เพื่อการบริการที่เหนือความคาดหมาย ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถตอบโจทย์การใช้งานในยุค 4.0 ซึ่งกำลังก้าวไปสู่ 5.0 ในปัจจุบันนี้ได้ โดยผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วเพียงปลายนิ้วสัมผัส  ทำให้กลุ่มเป้าหมายได้รับข้อมูล ข่าวสาร การประชาสัมพันธ์ที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์ เชื่อถือได้ และ สามารถตรวจสอบสวัสดิการและสิทธิพิเศษได้ทันที สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลจาก สช. การแสดงปฏิทินกิจกรรม และ ตารางอบรมของ สช. ที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิก 

พร้อมการแจ้งเตือนไปยังสมาชิก และในอนาคตยังสามารถเชื่อมต่อระบบกองทุนสงเคราะห์ เพื่อตรวจสอบสิทธิ์ต่าง ๆ ของครูเอกชน รวมไปถึง feature อื่น ๆ ที่สำคัญอีกมากมาย เช่น กดดูรู้ที่เรียน เบอร์ติดต่อสำคัญ และการแจ้งเตือนสมาชิก เป็นต้น และในอนาคตจะเพิ่มฟีเจอร์ที่เป็นประโยชน์มากขึ้น ทำให้สามารถลดขั้นตอน และช่วยลดเวลาในการเดินทางมาติดต่อที่ สช. ในการติดต่อธุรกรรมต่าง ๆ ผ่าน Application นี้ได้เลย ดร.กนกวรรณ ทิ้งท้าย









วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ม.บูรพาปลุกกระแสStartup คลอดหลักสูตรภูมิสารสนเทศอัจฉริยะ เสริมเขี้ยวบัณฑิตก้าวเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกิดใหม่

 

ม.บูรพาปลุกกระแสStartup   คลอดหลักสูตรภูมิสารสนเทศอัจฉริยะ เสริมเขี้ยวบัณฑิตก้าวเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกิดใหม่  รองรับความเปลี่ยนแปลงของตลาดสมัยใหม่และเสริมแกร่งเศรษฐกิจของประเทศสู่ความยั่งยืน   พร้อมผลักดันต่อยอดประยุกต์ใช้งานสู่ระดับอาเซียนในอนาคต

  ดร.กฤษนัยน์    เจริญจิตร    คณบดีคณะภูมิสารสนเทศศาสตร์   มหาวิทยาลัยบูรพา เปิดเผยว่า    จากการที่มองเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีที่มีบทบาทอย่างมากกับทุกอาชีพ ทุกวงการธุรกิจทั้งในและต่างประเทศล้วนต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในยุคนี้ให้มากที่สุด ทำให้คณะภูมิสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ในฐานะสถาบันการศึกษาด้าน Geospatial แห่งเดียวในประเทศไทย เล็งเห็นถึงโอกาสความเป็นเลิศทางการศึกษาในและการยอมรับในระดับนานาชาติ จึงได้ยกวิทยาฐานะจากเดิมคือ"ภาควิชาภูมิศาสตร์" เป็น "คณะภูมิสารสนเทศ" เพื่อรองรับการผลิตบัณฑิตให้มีศักยภาพ และพร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับองค์ความรู้ดังกล่าวเพื่อตอบสนองให้ตรงกับความต้องการของตลาด

      โดยแกนหลักสูตรนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์ของโลกและอวกาศเพื่อนำไปใ้ช้ในการอธิบายและคาดการณ์ด้วยเทคโนโลยีข้อมูลแบบ Geospatial Intelligence ซึ่งจะพบว่าข้อมูลนี้ถูกสร้างขึ้นจำนวนในแต่ละวัน ทั้งจากโทรศัพท์มือถือ IoT หรืออุปกรณ์ตรวจวัดสภาพสิ่งแวดล้อมต่างๆ (Internet of Things)  โดรน (Drone) ภาพถ่ายดาวเทียม (Satellite age) ที่ได้จากการบันทึกข้อมูลของดาวเทียมด้วยกระบวนการสำรวจระยะไกล หรือ รีโมตเซ็นซิ่ง (Remote Sensing)

     ซึ่งทางคณะฯ มีความพร้อมในการประยุกต์เชื่อมโยงแนวทางการเรียนการสอนในหลักสูตรให้ตอบโจทย์การทำงานทั้งในภาครัฐและเอกชน และต่อยอดการพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาโท-เอก โดยร่วมกับสถาบันสารสนเทศวิศวกรรมการสำรวจ การทำแผนที่และภูมิสารสนเทศ (LIESMARS : ลิสมาร์) สถาบันในเครือของมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น (Wuhan University)  และสถาบัน LIESMARS ได้รับการยอมรับทางด้านการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศของประเทศจีน  เพื่อสร้างบัณฑิตให้เป็น Startup ด้านภูมิสารสนเทศ โดยเสริมสร้างประสบการณ์ตรงและพัฒนาธุรกิจ จากการค้นคว้าและวิจัยเป็นหลัก R & D for Enterprise”เชื่อว่าบัณฑิตของคณะฯ ที่จบไปจะสามารถนำไปต่อยอดสร้างอาชีพใหม่ ตลอดจนสามารถทำงานในองค์กร Startup ด้านธุรกิจประเภทที่รองรับไอทีและภูมิสารสนเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการและแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้จาก แอพพลิเคชั่น ต่าง ๆนี้ ตลอดจนสามารถสร้างรายได้ในอนาคต

นอกจากนี้ทางคณะฯ ยังมีผลงานที่ร่วมกับ  EEC  สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA  มูลนิธิปิดทองหลังพระ เมืองพัทยา  การจัดทำ Application เฝ้าติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 โดยใช้ Geospatial Intelligence และครือข่ายต่างๆ เพื่อรองรับการฝึกปฏิบัติงานของบัณฑิตให้เรียนรู้และปฏิบัติงานจากอุปกรณ์และสถานที่จริงทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน  อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม หรือ บริษัทสำรวจ บริษัทที่ปรึกษาฯลฯเป็นต้น”   

   


 จึงเชื่อมั่นได้ว่าบัณฑิตจากคณะภูมิสารสนเทศศาสตร์   มหาวิทยาลัยบูรพามีศักยภาพและมีความพร้อมมากพอในการนำความรู้มาใช้งานและต่อยอดเป็นวิทยากรภูมิสารสนเทศเชิงประยุกต์ที่พร้อมใช้งานในระดับอาเซียนได้อีกด้วย" ดร.กฤษนัยน์    กล่าว



SUN เดินหน้าธุรกิจสีเขียว ร่วมกิจกรรมในโครงการ “คุณดูแลป่า เราดูแลคุณ"

บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) หรือ SUN คำนึงถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม ได้เข้าร่วมกิจกรรมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 88 พรรษา ซึ่งเป็นกิจกรรมในโครงการ “คุณดูแลป่า เราดูแลคุณ” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมกับ “เครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทย (TRBN)” ในวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2563 ณ ป่าชุมชนบ้านต้นผึ้ง หมู่ที่ 7 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ 

นายองอาจ กิตติคุณชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้มีการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติ ตั้งแต่ต้นน้ำ ได้แก่ ดิน น้ำ และป่า โดยร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เครือข่ายอนุรักษ์ธรรมชาติ รวมถึง บริษัท เชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด (CSE) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีจุดมุ่งหมายหลักในการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ทราบว่า ทาง ก.ล.ต. และ เครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทย มีการจัด โครงการ “คุณดูแลป่า เราดูแลคุณ” ขึ้น เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าสมบูรณ์ เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ และส่งเสริมให้ชุมชนมีรายได้ในการเลี้ยงชีพ ไม่ทำลายป่า ถือเป็นโครงการที่ดีอย่างมาก บริษัทฯ จึงเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมลงพื้นที่เพื่อทำความรู้จักชุมชนที่ดูแลป่าและร่วมปลูกต้นไม้ในป่าชุมชนบ้านต้นผึ้ง ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เชื่อว่าการสนับสนุนชุมชนในครั้งนี้ จะสร้างความเข้มแข็งในการดูแลรักษาพื้นที่ป่า และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ อย่างยั่งยืน

ปัจจุบันหน่วยงานต่าง ๆ ให้ความสำคัญและสนับสนุนกิจกรรมที่ทำประโยชน์ให้กับสังคมในทุกมิติ การทำกิจกรรมเพื่อสังคมนั้น จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม การส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วม รับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และรักษาสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ระบบนิเวศเกิดความสมดุล ทั้งนี้บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำกิจกรรมดี ๆ และพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อตอบแทนสังคมอย่างมีคุณค่าต่อไปอีกในอนาคต นายองอาจกล่าวทิ้งท้าย













วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ซีพีเอฟ ต่อยอดนวัตกรรมถาดพลาสติกใสชีวภาพ PLA ย่อยสลายง่าย ปลอดภัยต่อผู้บริโภค



บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ พัฒนานวัตกรรมถาดพลาสติกใสชีวภาพ Polylactic acid (PLA) ที่ผลิตจากพืช ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สามารถหมุนเวียนได้ (renewable resource) และย่อยสลายได้ 100% และปลอดภัยต่อผู้บริโภคยิ่งขึ้น ตอกย้ำวิสัยทัศน์การเป็นครัวของโลกที่ส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารปลอดภัยต่อผู้บริโภค ควบคู่กับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน


นายกิตติ หวังวิวัฒน์ศิลป์ ในฐานะประธานคณะทำงานบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน ซีพีเอฟ กล่าวถึงที่มาของการพัฒนาถาด PLA ว่า เกิดจากนโยบายและแนวทางปฏิบัติด้านบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนของบริษัท ที่นอกจากจะคำนึงถึงความปลอดภัยของอาหารแล้ว ซีพีเอฟยังให้ความสำคัญกับการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุแทนพลาสติก หรือ พลาสติกที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติที่สามารถย่อยสลายได้ ควบคู่กับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เอื้อต่อการนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Recycle) ให้มากที่สุด 


ซีพีเอฟ เป็นผู้ริเริ่มการใช้พลาสติกชีวภาพ PLA ในประเทศไทย โดยเริ่มต้นใช้กับเนื้อหมู และไก่สดแช่เย็น ที่ CP Butcher ทั่วประเทศในปี 2558 และได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น การปรับปรุงรูปแบบบรรจุภัณฑ์ในปี 2562 ให้มีความหนาลดลงร้อยละ 17 ช่วยลดการใช้พลาสติก โดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการเก็บอาหาร และในปีนี้ ได้ต่อยอดโดยการเป็นผู้ริเริ่มในการเปลี่ยนมาใช้ฟิล์มยืดหุ้มถาดที่เป็นวัสดุ Non-PVC ทำให้สามารถรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น และปลอดภัยกว่าการใช้ วัสดุ PVC ที่มีสารกลุ่มคลอรีนเป็นองค์ประกอบ ซึ่งอาจก่อให้เกิดสารพิษเมื่อถูกเผาทำลาย หรือเข้าสู่กระบวนการที่มีความร้อนสูงมากๆ เพื่อให้เป็นบรรจุภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยด้านอาหารและความยั่งยืนอย่างสมบูรณ์


ในช่วง 5 ที่ผ่านมา ซีพีเอฟ ได้ใช้ถาดชนิดดังกล่าวไปแล้วกว่า 20 ล้านชิ้น ช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้กว่า 807,700 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากความสำเร็จนี้ นวัตกรรมถาด PLA ของซีพีเอฟ จึงได้รับรางวัลชมเชย จากกิจกรรม Thailand Research Expo 2020 Award ในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563


นอกจากถาดชีวภาพแล้ว ซีพีเอฟยังเดินหน้าศึกษาและออกแบบบรรจุภัณฑ์อาหารเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เช่น การใช้วัสดุชนิดเดียว (mono material) ตลอดทั้งชิ้นกับสินค้าไก่ปรุงสุกแช่แข็ง ตรา Kitchen Joy ที่วางจำหน่ายในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เพื่อให้สามารถนำบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ 100% และมีการต่อยอดใช้กับสินค้าอื่น ๆ ต่อไป


จากเป้าหมายนโยบายบรรจุภัณฑ์พลาสติกของบริษัทฯที่นำมาใช้จะต้องสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reusable) นำมาใช้ใหม่ (Recyclable) นำไปผลิตเป็นสินค้าอื่นใหม่ได้ (Upcyclable) หรือ สามารถย่อยสลายได้ (Compostable) 100% สำหรับกิจการในประเทศไทย ในปี 2568 และกิจการในต่างประเทศจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในปี 2573  ปัจจุบันซีพีเอฟได้ออกแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารทำมาจากพลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ (Recyclable plastic) คิดเป็นร้อยละ 99.5 ของปริมาณบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ทั้งหมดสำหรับกิจการในประเทศ

ซีพีเอฟ หนุนกรมปศุสัตว์ยกร่างมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่ตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ พัฒนาฟาร์มต้นแบบเคจฟรี พร้อมถ่ายทอดแก่เกษตรกรไทย

          บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ตอบสนองนโยบายกรมปศุสัตว์ ใช้ฟาร์มไข่ไก่วังสมบูรณ์ เป็นฟาร์มต้นแบบ ขับเคลื่อนการพัฒนาการผลิตไข่ จากแม่ไก่ที่เลี้ยงแบบไม่ใช้กรง (Cage Free Farm) พร้อมแบ่งปันการเรียนรู้การผลิตสินค้าปศุสัตว์ที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ให้กับเกษตรกรที่สนใจ

          นายสมคิด วรรณลุกขี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ กล่าวว่า “ฟาร์ม” เป็นอีกหนึ่งกิจการที่สำคัญของซีพีเอฟ บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการดำเนินงานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่รับผิดชอบตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) เพื่อส่งมอบอาหารปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค และตอบสนองความต้องการของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  โดยบริษัทฯ ได้นำร่องพัฒนาฟาร์มไก่ไข่สู่การเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง ที่ฟาร์มวังสมบูรณ์  จ.สระบุรี ตั้งแต่ปี 2561 เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับจัดทำเป็นมาตรฐานกลางของบริษัทฯ และได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับกรมปศุสัตว์ ในการยกร่างมาตรฐานทั่วไปให้เกษตรกรใช้เป็นแนวทางผลิตสินค้าตรงกับความต้องการกับตลาด

          “หากมาตรฐานการเลี้ยงไข่ไก่แบบไม่ใช้กรง (Cage free) มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ไทย โดยเฉพาะ ร้านอาหารระดับพรีเมียมและโมเดิร์นเทรดชั้นนำ มีนโยบายและแสดงความต้องการใช้และจำหน่ายไข่ไก่เคจฟรีมากขึ้น รวมทั้งผลักดันให้เกิดการผลิตสินค้าปศุสัตว์ที่ยึดหลักสวัสดิภาพสัตว์อย่างเป็นรูปธรรม เป็นการเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อีกด้วย” นายสมคิดกล่าว

          ซีพีเอฟ ได้ประยุกต์การเลี้ยงไก่ไข่เคจฟรีตามมาตรฐานสหภาพยุโรป มาใช้ที่ฟาร์มต้นแบบเลี้ยงในโรงเรือนระบบปิดขนาดใหญ่ เลี้ยงแม่ไก่ 7 ตัวต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ซึ่งน้อยกว่ามาตรฐานความหนาแน่นทั่วไปที่แม่ไก่  9 ตัวต่อ 1 ตารางเมตร พร้อมทั้งมีการจัดการสภาพแวดล้อมที่ช่วยส่งเสริมให้แม่ไก่ไข่ได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ เช่น มีคอนสำหรับเกาะพักผ่อน มีวัสดุปูรองพื้นเพื่อใช้สำหรับคุ้ยเขี่ยและไซร้ขนทำความสะอาดตัวเอง มีจุดสำหรับวางไข่ แม่ไก่ได้รับอาหารและน้ำอย่างเพียงพอ ติดตั้งอุปกรณ์อัตโนมัติในการควบคุมแสง อุณหภูมิและการระบายอากาศ มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ให้มีอยู่สบาย ส่งผลให้แม่ไก่ไข่มีสุขภาพดีและมีอารมณ์ดี  แข็งแรง จึงไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยง

          ฟาร์มไก่ไข่เคจฟรี ยังใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยในการผลิต มีสายพานลำเลียงไข่จากจุดวางไข่ของแม่ไก่ไปยังห้องเก็บไข่โดยอัตโนมัติ และมีการจัดการระบบสุขาภิบาลและความปลอดภัยทางชีวภาพภายในฟาร์ม ปฏิบัติตามแนวทาง Biosecurity Hi-tech Farming  มีการป้องกันพาหะนำโรค เช่น หนู จิ้งจก แมลง รวมถึงการปนเปื้อนทางสิ่งแวดล้อม  ไข่ไก่เคจฟรีของซีพีเอฟ จึงได้รับรองมาตรฐานระดับโลก

          ซีพีเอฟ ยังเลือกใช้แม่ไก่ไข่สายพันธุ์พิเศษ F100 ของ CPF รวมถึงพัฒนาสูตรอาหารผลิตจากธัญพืช 100%  ช่วยให้ไก่ที่มีสุขภาพพื้นฐานดี สามารถเติบโตตามศักยภาพของพันธุกรรมธรรมชาติ  ส่งผลให้ไข่ไก่เคจฟรีมีความสดกว่าไข่ไก่ทั่วไป ไม่มีกลิ่นคาว ไข่แดงมีสีส้มสด นูนสวย เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อสุขภาพของผู้บริโภค

          ฟาร์มไก่ไข่เคจฟรีวังสมบูรณ์ ไม่เพียงเป็นฟาร์มต้นแบบในการขยายการเลี้ยงไก่ไข่เคจฟรีของบริษัทฯ แล้ว ยังใช้เป็นเป็นแหล่งเรียนรู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรที่สนใจได้มาศึกษาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางในการยกระดับการเลี้ยงไก่ไข่เคจฟรี เป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรไทยอย่างยั่งยืน

“วัชระพล” ชง ครม. สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน

“วัชระพล” ชง ครม. สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน เดินหน้าขยายตลาดส่งออกนมเพื่อฟื้นฟู อ.ส.ค. ...