วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

2 สิ่งประดิษฐ์คนรุ่นใหม่ จากห้อง FabLab ว.เทคนิคลพบุรี เครื่องดูแลต้นบอนไซ และเครื่องจ่ายยาอัตโนมัติ เสริมทักษะ “นวัตกร” สู่เยาวชนไทย


          2 สิ่งประดิษฐ์คนรุ่นใหม่ “เครื่องจ่ายยาอัตโนมัติ และเครื่องดูแลต้นบอนไซ” ผลงานไฮไลท์ของนักศึกษาระดับ ปวช. จากห้อง FabLab วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี จ.ลพบุรี อวดโฉมนวัตกรรมที่ได้เรียนรู้และฝึกหัดความเป็นนวัตกร (Innovator) จากเครื่องไม้เครื่องมือทางวิศวกรรม และองค์ความรู้ด้านทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมในห้องปฏิบัติการ FabLab หรือโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (Fabrication Lab) ที่ดำเนินการโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อพัฒนาให้นักเรียนและครูมีทักษะด้านวิศวกรรม ความคิดสร้างสรรค์ ออกแบบและสร้างชิ้นงานได้โดยใช้เครื่องมือทางวิศวกรรมและเครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ปูพื้นฐานและความสนใจสู่การเป็นนวัตกรต่อไปในอนาคต


          ดร.อ้อมใจ ไทรเมฆ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. สายงานพัฒนากำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า สวทช. ดำเนินโครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม หรือ FabLab เพื่อพัฒนาทักษะความเป็นนวัตกรแก่เด็กและเยาวชนไทย โดยมุ่งส่งเสริมให้จัดพื้นที่การเรียนรู้ขึ้น กระจายอยู่ใน 68 จังหวัด 150 สถานศึกษา แบ่งเป็นระดับมัธยมศึกษา 100 แห่ง และวิทยาลัยเทคนิคอีก 50 แห่ง ซึ่งรวมวิทยาลัยเทคนิคลพบุรี เพื่อพัฒนากิจกรรมสำหรับนักเรียนและครู ให้มีทักษะด้านวิศวกรรม มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถออกแบบและสร้างชิ้นงาน โดยฝึกทักษะการใช้เครื่องมือทางวิศวกรรมและเครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเกิดแรงบันดาลใจและสนใจในความเป็นนวัตกรต่อไปในอนาคต ซึ่งทักษะเชิงวิศวกรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเยาวชนไม่ได้หยิบจับใช้งาน ฝึกปฏิบัติการกับเครื่องมือต่าง ๆ ในห้อง FabLab เช่น เครื่องพิมพ์สามมิติ เครื่องตัดเลเซอร์ เครื่องมือวัดค่าต่าง ๆ ในรูปแบบดิจิทัล เป็นต้น


          โดยในกลุ่มสถานศึกษาวิทยาลัยเทคนิค ด้วยการเรียนการสอนเชิงทักษะช่างทำให้เยาวชนล้วนมีความสามารถและมีศักยภาพในตัวอยู่แล้ว จึงไม่ยากนักในการใช้งาน สิ่งที่ท้าทายคือ การประดิษฐ์สร้างสรรค์นวัตกรรมต่าง ๆ ออกมา จุดนี้ FabLab เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าวและได้รับความร่วมมืออย่างดีจากมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยงคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ในการส่งมอบองค์ความรู้ต่าง ๆ ให้แก่นักศึกษาและครูในวิทยาลัยเทคนิคลพบุรี และจากสถานการณ์ COVID-19 ที่ผ่านมา ผู้ร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรมการประกวด FabLab2020 อย่างบริษัท เอ็กซ์วายแซดพริ้นติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้การสนับสนุนมอบเครื่องพิมพ์สามมิติ รวม 20 เครื่อง พร้อมวัสดุการพิมพ์ หนึ่งในนั้นคือที่ FabLab วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี เพื่อช่วยกันผลิตและจัดทำเครื่องมืออุปกรณ์ป้องกันและปฏิบัติงานต่าง ๆ ส่งมอบให้บุคลากรทางการแพทย์ในสถานพยาบาลต่าง ๆ ของจังหวัดลพบุรี


           นายเรวัช ศรีแสงอ่อน ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคลพบุรี กล่าวว่า สิ่งที่ทาง สวทช. และ มทร.ธัญบุรี ได้ให้อุปกรณ์และให้คำปรึกษา ทางวิทยาลัยเทคนิคลพบุรีได้นำมาใช้เต็มศักยภาพ ซึ่งได้ใช้ตลอดปี เพราะเด็กอาชีวะ จะมีโอกาสได้ทำโครงงานก่อนจบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น ปวช. 3 หรือ ปวส. 2 เด็กจะต้องมีผลงาน 1 ชิ้น ส่วนใหญ่จะได้ใช้อุปกรณ์ในห้อง FabLab ให้เกิดประโยชน์ รวมถึงทางวิทยาลัยเองได้มีส่วนช่วยเหลือประชาชนและจังหวัด ซึ่งทางสาธารณสุขจังหวัดได้ขอให้ช่วยทำตู้ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ COVID-19 ใน 11 อำเภอ ซึ่งจังหวัดเองให้ความชื่นชมว่าทางวิทยาลัยมีเครื่องมือที่สามารถตอบสนองงานในภาวะจำเป็นได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญที่สุดเชื่อว่านักศึกษาทั้งสิ้นของวิทยาลัยจำนวน 7,000 กว่าคนจะได้มีโอกาสใช้ห้อง FabLab และเครื่องมือในการผลิตชิ้นงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะทางวิทยาลัยได้รับความรู้และการใช้งานเทคโนโลยีต่าง ๆ จากมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.ธัญบุรี เช่น การใช้งานเครื่องมืออุปกรณ์ที่มีอยู่ใน FabLab มีการอบรมการออกแบบ สร้างฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ระบบนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อนำมาถ่ายทอดต่อให้กับนักศึกษา เป็นต้น ทำให้นักศึกษาตื่นตัวที่จะนำความรู้ใหม่ ๆ เข้ามา ประกอบกับการสนับสนุนของ สวทช. ในเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือทางวิศวกรรม ภายใต้โครงการ FabLab สามารถนำมาใช้กับสถานการณ์ COVID-19 ได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ปัญหาต่าง ๆ เบาบางลง ผมคิดว่าสังคมเราดีขึ้นได้ส่วนหนึ่งมาจากโครงการ FabLab นี้


          สำหรับผลงานเด่น ๆ ที่ได้รับรางวัลและชื่อเสียงจากห้อง FabLab วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี ได้แก่ เครื่องดูแลต้นบอนไซอัตโนมัติ เครื่องจ่ายยาอัตโนมัติเพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุลืมทานยา โดย นายธนพัฒน์ บัวรี นักศึกษาชั้น ปวช. 2 วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี ตัวแทนนักศึกษากลุ่มผลงานเครื่องดูแลต้นไม้อัตโนมัติ เล่าว่า แรงบันดาลใจที่ทำให้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้คือ ได้เห็นว่ามีคนจำนวนมากที่รักต้นไม้ แต่ไม่มีเวลาดูแล จึงเกิดไอเดียในการสร้างผลงานนี้ขึ้นมา โดยหลักการทำงานคือ เครื่องจะตรวจจับอุณหภูมิความชื้นของดิน เมื่อพบว่าความชื้นในดินต่ำกว่า 30 - 40% และเมื่ออากาศโดยรอบต้นไม้สูงกว่า 38 องศา เครื่องจะทำการรดน้ำต้นไม้ให้เองโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ ยังมีการติดแสงสีแดงและสีน้ำเงินเอาไว้ เมื่อผสมกันจะกลายเป็นแสงสีม่วงที่มีคุณสมบัติคล้ายกับรังสี UV จากดวงอาทิตย์ในแบบที่ต้นไม้ต้องการ เครื่องนี้สามารถนำไปต่อยอดด้านการเกษตรได้ทุกรูปแบบในกรณีที่ต้องการการรดน้ำ ใส่ปุ๋ยแบบอัตโนมัติ ผลงานนี้ได้ใช้อุปกรณ์จากห้อง FabLab ในการตัดทำโครงตัวเครื่อง และการเขียนชุดคำสั่งของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (code program)


          ขณะที่ น.ส.หทัยภัทร ดำรงค์เวช นักศึกษาชั้น ปวช. 2 วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี ตัวแทนนักศึกษากลุ่มผลงานเครื่องจ่ายยาอัตโนมัติ เล่าว่า ผลงานได้รับแรงบันดาลใจมาจากการพบเห็นปัญหาการลืมทานยาในผู้สูงวัย ซึ่งเครื่องนี้ได้เขียนโปรแกรมไว้สำหรับจ่ายยาลดไข้ โดยหลักการทำงานจะเกิดจากการทำเซนเซอร์ที่ตรวจวัดอุณหภูมิ เมื่อตรวจวัดแล้วหากมีอุณหภูมิสูงเกิน 38 องศา เครื่องจะสอบถามว่าเราเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เมื่อทำการเลือกแล้วเครื่องจะจ่ายยาลดไข้ให้ตามขนาด เช่น เป็นผู้ใหญ่ จะจ่ายยาให้ 2 เม็ด เป็นต้น และเมื่อได้รับยาแล้วกดปุ่ม reset เครื่องจะแจ้งเตือนให้เราทราบว่าอย่าลืมทานยาอีกครั้งใน 4 ชั่วโมงต่อมา ในอนาคตยังสามารถเขียนโปรแกรมและพัฒนาให้จ่ายยาหลายชนิดได้ ผลงานนี้ได้ใช้เครื่องมือจากห้อง FabLab ในการสร้างตัววงจรที่ใช้ในการเตือนและจ่ายยา


          นอกจากนี้ ห้อง FabLab ของวิทยาลัย ยังได้ใช้ประโยชน์ในการช่วยสร้างชิ้นงานเพื่อการเรียนรู้ด้านการออกแบบชิ้นงาน เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานจริง เช่น การออกแบบชั้นใส่เอกสารในสำนักงาน และสร้างอุปกรณ์ช่วยเหลือทางการแพทย์ เป็นต้น ตลอดจน เป็นที่ฝึกทักษะในสาขาวิชาช่างเทคนิคที่ต้องมีการออกแบบระบบการทำงานในสถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรม เพื่อให้นักศึกษาได้เห็นภาพของระบบโรงงานอุตสาหกรรมชัดเจนก่อนออกไปทำงานจริงด้วย





“พรรณี จันทร์งาม” กับมุมมองหลังเข้าร่วมโครงการคอนแทร็คฟาร์มมิ่ง CPF


           บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)  หรือ ซีพีเอฟ  เปิดเผยการประเมินผล
กระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม ของการดำเนินโครงการคอนแทร็คฟาร์มมิ่งของบริษัท ซึ่งใช้เกณฑ์การประเมินตามหลักสากล ที่เรียกว่า True Value Valuation พบว่ามีมูลค่าเป็นบวกและมีค่าที่แท้จริงสูงถึงกว่า 390 ล้านบาทต่อปี
          ผลการประเมินดังกล่าว เกิดจากการสำรวจกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรขุนประเภทประกันรายได้ของซีพีเอฟที่มีจำนวนกว่า 3,000 รายในพื้นที่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยพบว่าในด้านเศรษฐกิจ เกษตรกรมีรายได้ในปีที่ผ่านมาถึงกว่า 108 ล้านบาท สามารถลดสัดส่วนเกษตรกรที่มีค่าครองชีพต่ำกว่าเส้นความยากจนลงจาก 40% เหลือ 0%  ส่วนในด้านสังคมพบว่า เกษตรกร85% มีความสามารถส่งบุตรหลานให้ได้รับการศึกษาที่สูงขึ้นกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตลอดจนมีเวลาว่างอยู่กับลูกและครอบครัวมากขึ้น 2.4 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปถึงการลดปัญหาสังคมอันเนื่องมาจากปัญหายาเสพติดในเยาวชน สำหรับในด้านสิ่งแวดล้อม แม้การใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงในการเลี้ยงสุกรจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในด้านก๊าซเรือนกระจกบ้าง แต่ฟาร์มเกือบทั้งหมดของเกษตรกรซีพีเอฟมีการทำระบบไบโอแก๊ส ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณร่วมกันแล้วพบว่าช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงกว่า 168,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ผลการประเมินเหล่านี้ยังได้รับการทวนสอบจากบริษัททวนสอบระดับโลกตอกย้ำความถูกต้องอีกด้วย


          คุณพรรณี จันทร์งาม เกษตรกรวัย 50 ปี หนึ่งในผู้เลี้ยงสุกรประเภทประกันรายได้ของซีพีเอฟ  ใน อ.หันคา จ.ชัยนาท เล่าให้ฟังว่า ตนเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินดังกล่าว ซึ่งต้องยอมรับว่าก่อนการเข้าร่วมโครงการคอนแทร็คฟาร์มมิ่งก็เคยได้ยินภาพเชิงลบของระบบนี้ แต่ก็ได้เห็นเพื่อนเกษตรกรคนอื่นๆ ประสบความสำเร็จ สวนทางกับเสียงลือเสียงเล่าอ้าง จึงศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านจากหลายๆบริษัทที่มีระบบนี้
“ก่อนหน้านี้ทำไร่ทำนา ได้เงินมาแบบได้ไปกินไป เหมือนเอาเงินเก่าไปแลกเงินใหม่ ลำพังการหารายได้พอประทังชีวิตของครอบครัวในแต่ละวันก็ยากแล้ว ยิ่งไม่ต้องคาดหวังกับคุณภาพชึวิตที่ดี หรือการส่งเสียลูกหลานให้ได้เรียนดังตั้งใจ เคยเลี้ยงหมูอิสระด้วย แต่มันไม่มีตลาดรองรับ ก็คิดว่าจะไม่เลี้ยงแล้ว แต่สุดท้ายพอศึกษาระบบนี้จริงจัง พบว่ามีรายได้ที่มั่นคงแน่นอน ไม่มีความเสี่ยง เลยตัดสินใจเข้า สุดท้ายชีวิตก็ดีขึ้นจริงๆ”
 พรรณี เข้าร่วมเป็นเกษตรกรในระบบคอนแทร็คฟาร์มมิ่งของซีพีเอฟ เมื่อปี 2558 จำนวน 2 โรงเรือน เลี้ยงหมู 1,300 ตัว และขยายเพิ่มขึ้นเป็น  5 โรงเรือนในปี 2562 เลี้ยงสุกรทั้งสิ้น 3,550 ตัว หมูทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของบริษัทที่ไว้วางใจส่งมาฝากให้เกษตรกรเลี้ยง


          “เรากำลังจะขยายอีก 10 โรงเรือน เพราะเรามั่นใจแล้ว และเรามีความถนัด คุณภาพชีวิตดีขึ้น การเงินคล่องตัว ได้รับเครดิตจาก ธกส. และสามารถชำระหนี้ได้หมดภายในเวลาเพียง 5-6 ปี  ที่สำคัญเป็นอาชีพที่ยั่งยืน เป็นมรดกตกทอดได้ และนี่ก็เป็นความตั้งใจของลูกชาย ที่เพิ่งจบสัตวบาลจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เขารักฟาร์มนี้มากและสามารถบริหารจัดการได้ดี เป็นฟาร์มต้นแบบให้เพื่อนๆ รุ่นพี่และรุ่นน้องเข้ามาศึกษาดูงานด้วย”
ต่อคำถามที่ว่าการขยายฟาร์มสุกร จะได้รับการคัดค้านจากชุมชนหรือไม่ พรรณีกล่าวอย่างภูมิใจว่า ฟาร์มของตนใครเข้ามา ก็ชมว่าไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีแมลงวัน เพราะระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมของซีพีเอฟมีมาตรฐานมาก ระบบทุกอย่างเป็นอัตโนมัติหมด มีระบบไซโลให้อาหาร ระบบพัดลมปรับอากาศ ทำบ่อไบโอแก๊ส  และเราจ้างงานคนในหมู่บ้าน  ทุกคนก็เหมือนเป็นญาติๆกัน เขาจะรู้สึกเหมือนฟาร์มนี้เป็นของพวกเขา และช่วงเก็บเกี่ยวไร่มัน ไร่อ้อยแถวนี้ชาวบ้านก็จะมาสูบน้ำไปรดให้พืชผล ฟาร์มของตนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนไปแล้ว

          “ภูมิใจและดีใจ ที่วันนี้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดี  นอกจากส่งลูกเรียนจบ ยังมีกำลังพอที่จะช่วยเหลือคนอื่นๆ ได้ดูแลชุมชน วัด โรงเรียน มีงานอะไรเราก็ช่วยได้ ใครเดือดร้อนมาหาเราก็ช่วย เป็นความสุขที่ได้แบ่งปัน และยืนยันว่า การเข้าร่วมโครงการคอนแทร็คฟาร์มมิ่งซีพีเอฟของเราเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ทั้งมาตรฐานของบริษัท และการเอาใจใส่ของสัตวแพทย์ สัตวบาลทุกคน”


          นี่คือมุมมองของคนที่ได้สัมผัสความเจริงของระบบคอนแทร็คฟาร์มมิ่ง ไม่น่าแปลกใจที่ผลการประเมินจะออกมาดังที่บริษัทเปิดเผย และยิ่งตอกย้ำว่าการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกรขุนแก่เกษตรกรรายย่อยด้วยระบบคอนแทร็คฟาร์มมิ่งนี้ สามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอแก่เกษตรกรในโครงการ ลดอุปสรรคด้านการเข้าถึงแหล่งทุนของเกษตรกรซึ่งเป็นด่านแรกในการประกอบอาชีพ  ยกระดับคุณภาพชีวิต เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นมรดกอาชีพให้ลูกหลานได้อย่างยั่งยืน

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

เปิดแล้ว “CP Fresh” ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งใหม่ใจกลางเมืองปากช่อง “สดทุกวัน...คุ้มทุกวัน”


          เมื่อวันที่ 22 กรกฏาคม 2563 CP Freshmart เปิดตัว “CP Fresh” ซูเปอร์มาร์เก็ต โมเดลใหม่ สาขาปากช่อง แหล่งรวมความสดรูปแบบใหม่ “สดทุกวัน…คุ้มทุกวัน” เอาใจผู้บริโภคยุคนิวนอร์มอล พร้อมหนุนผู้ประกอบการร้านอาหารในท้องถิ่นเติบโตด้วยกัน

          ภายในงาน ได้รับเกียรติจากนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมเป็นประธานเปิดร้าน “CP Fresh”รวมทั้งมี ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส เครือซีพี, นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือซีพี, นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ และ นายสิริพงศ์ อรุณรัตนา ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ซีพีเอฟ มาร่วมเปิดร้านด้วย


           นายสุจริต มัยลาภ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร และผู้บริหารธุรกิจ ซีพีเฟรชมาร์ท เปิดเผยว่า “CP Fresh” ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นอีกโมเดลธุรกิจหนึ่งของร้านซีพีเฟรชมาร์ท ใช้พื้นที่ราว 500 ตรม. ซึ่งใหญ่กว่าร้านซีพีเฟรชมาร์ท เดิมถึง 5 เท่า นำเสนอสินค้าอาหารที่หลากหลายสำหรับผู้บริโภค โดยเน้นการรวบรวมทุกความสดที่ลูกค้าต้องการมาไว้ในที่เดียว ภายใต้สโลแกน “สดทุกวัน…คุ้มทุกวัน” ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด เนื้อวัวพรีเมี่ยม ไข่ไก่ รวมถึง ผักสด-ผลไม้สดจากฟาร์ม

          “ที่พิเศษสุดคือการนำอาหารสด ส่งตรงจากแหล่งผลิต สู่ Live Seafood Tank เป็นแห่งแรกของอำเภอปากช่อง ซึ่งจะมีทั้ง กุ้งสดพรีเมียม ปู และปลา ไว้บริการ รวมทุกความสดที่ลูกค้าต้องการมาไว้ในที่เดียว โดยลูกค้าสามารถเลือกซื้อของสดและนำมาให้เชฟปรุงสุกพร้อมรับประทานได้ทันที ขณะเดียวกันยังมีพื้นที่นั่งทาน เป็นมิติใหม่ของเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้อีกด้วย” นายสุจริตกล่าว


          CP Fresh รับประกันคุณภาพความสด ปลอดภัย ปลอดสาร ด้วยการบริการที่เป็นเลิศ โดยมีแนวคิดการออกแบบร้านที่เน้นดีไซน์เรียบง่าย ทันสมัย โปร่งโล่ง สบายตา เป็นระเบียบ และหาสินค้าได้ง่าย มีการแบ่งสัดส่วนการวางสินค้าแต่ละโซนไว้ถึง 8 โซนอย่างชัดเจน ได้แก่
1. โซนผักและผลไม้สด
2.โซนเนื้อสัตว์
3.โซนซีฟู้ด
4.โซนเครื่องดื่ม
5.โซนมุมปรุงอร่อย Flavor Solution
6.โซน True
7.โซนกาแฟมวลชน และ
8.โซนสินค้าทั่วไป

          ทั้งนี้ ร้าน CP Fresh สาขาปากช่อง เป็นอีกหนึ่งโมเดลธุรกิจที่จะช่วยผลักดันการขยายตัวของ CP Freshmart อนาคต ด้วยการจัดจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายตรงสู่ผู้บริโภค ผู้ประกอบการและร้านอาหารต่างๆ ในเขาใหญ่ ตลอดจนในจังหวัดนครราชสีมาและใกล้เคียง เพื่อให้ทุกๆร้านอาหารสามารถปรุงเมนูรสเด็ด จากวัตถุดิบคุณภาพ ที่สด สะอาด ปลอดภัย อันจะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในท้องถิ่นให้เติบโตเคียงข้าง CP Fresh ไปด้วยกัน

          CP Fresh พร้อมให้บริการแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยเปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 05.00 – 20.00 น. ณ ถนนเทศบาล 8 ใจกลางเมืองปากช่อง

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

อ่าวนางปริ๊นซ์วิลล์ ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวกระบี่ ได้รับมอบมาตรฐาน SHA 3 ด้าน (ที่พัก สปา และนำเที่ยว) โดย สวทช. สนับสนุนด้านพัฒนานวัตกรรม Green Hotel


          ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ภายใต้ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้การสนับสนุนทางจังหวัดกระบี่ ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบมั่นใจ สะอาด และปลอดภัย ในพื้นที่ พร้อมช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมที่พักในจังหวัดให้ได้รับมอบมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยเพื่อนักท่องเที่ยว (SHA) ซึ่งภาพรวมธุรกิจการท่องเที่ยวในปัจจุบันเริ่มกลับมาฟื้นตัวหลังสถานการณ์คลายล็อกดาวน์ และมาตรการภาครัฐเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวในช่วงนี้ กับการรับรองมาตรฐาน SHA ให้แก่สถานที่ประกอบการท่องเที่ยว ซึ่งเน้นในเรื่องคุณภาพความสะอาดตามหลักสากล ดังเช่น ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม อ่าวนางปริ๊นซ์วิลล์ รีสอร์ท แอนด์ สปา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สวทช. ในการพัฒนานวัตกรรมด้าน Green Hotel ที่เป็นเทคโนโลยีสะอาดและประหยัดพลังงาน ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้รีสอร์ทได้รับมาตรฐาน SHA ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ โรงแรม/ที่พัก (Resort) สุขภาพและความงาม (Spa) และบริษัทนำเที่ยว (Travel & Tour) ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมเปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวให้กลับมาคึกคัก มั่นใจ และปลอดภัย ตะลุยเมืองกระบี่อย่างสบายใจ


          นางกุสุมา กิ่งเล็ก กรรมการผู้จัดการ อ่าวนางปริ๊นซ์วิลล์ รีสอร์ท แอนด์ สปา กล่าวว่า ช่วง COVID-19 ถือเป็นโอกาสที่ดีของทางรีสอร์ทเนื่องจากทางผู้บริหารและพนักงาน วางแผนมาโดยตลอดเรื่องการเตรียมการหลังจากจบสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 จนเป็นที่มาในเรื่องการปรับการบริการรูปแบบใหม่ให้เกิดขึ้น ก่อนเกิดคำว่า New Normal โดยการวางแผนในส่วนต่าง ๆ เช่น service check in การจองอย่างไรให้ลูกค้ารู้สึกปลอดภัย โดยก่อนลูกค้า check in ทางรีสอร์ทจะต้องส่งแบบฟอร์มที่เป็น pre check in ให้ลูกค้า เพื่อกรอกรายละเอียด 14 วันล่วงหน้าก่อนเดินทางมาถึง เป็นการคัดกรองเบื้องต้น ในส่วนของรูปแบบโรงแรม หากกลุ่มลูกค้ามาจากกลุ่มเสี่ยง เช่น เดินทางมาจากต่างจังหวัดหรือประเทศที่เป็นกลุ่มเสี่ยง จะมีการแยกโซนตึกห้องพัก เพื่อให้สามารถจัดการในกรณีที่เกิดปัญหาได้ว่า ลูกค้ากลุ่มนี้เป็นใครและพักกับลูกค้าท่านใดบ้าง ซึ่งเมื่อเราวางแผนการให้บริการไว้ก่อน พอเกิดมาตรฐาน SHA ออกมา จึงเป็นข้อดีสำหรับรีสอร์ทในการปรับใช้ ทำให้เป็นรีสอร์ทแห่งแรกที่ได้มาตรฐาน SHA และเป็นสปาที่แรกในจังหวัดกระบี่ที่ได้มาตรฐาน SHA
มาตรฐาน SHA หัวใจสำคัญคือ การรักษาความสะอาดและการเว้นระยะห่าง ลดการสัมผัสผิวสัมผัสต่าง ๆ ซึ่งทางรีสอร์ทมีการจัดบริเวณทางเข้าให้มีการวัดอุณหภูมิลูกค้าก่อนที่จะเข้า check in ซึ่งรูปแบบที่วางแผนไว้จะมีความคล้ายกับมาตรฐาน SHA อยู่แล้ว คือมีการตรวจอุณหภูมิ มีการเหยียบพื้นเพื่อให้รองเท้าติดแอลกอฮอล์เพื่อฆ่าเชื้อโรค บริเวณล็อบบี้จะมีการเว้นระยะห่าง 1 เมตร ไม่ว่าจะเป็นจุด check in หรือจุดต่าง ๆ หลังจากลูกค้าเข้ามา check in เพื่อให้ใช้เวลาอยู่ในจุดส่วนรวมน้อยที่สุด เนื่องจากทางรีสอร์ทได้ข้อมูลลูกค้ามาก่อนหน้าแล้ว ดังนั้นเมื่อลูกค้ามาถึง แค่ยืนยันตัวตนจากนั้นจะสามารถส่งลูกค้าเข้าที่พักได้ทันที ในส่วนของการส่งลูกค้าเข้าที่พักจะมีพนักงานที่ต้องสวมใส่ face shield หน้ากากอนามัย และสวมถุงมือในส่วนที่สัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ อีกส่วนหนึ่งที่นำมาปรับมาใช้ คือ ขั้นตอนการชำระเงิน ทางรีสอร์ทใช้เป็น QR code หรือ Banking ต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกสะดวกและปลอดภัยมากที่สุด สำหรับลูกค้าบางกลุ่มที่ยังชำระด้วยเงินสด ทางรีสอร์ทจะเตรียมถาดรองเพื่อไม่ให้เกิดการสัมผัสแบบมือต่อมือ
ภายหลังได้รับมาตรฐาน SHA พบว่า ผลตอบรับทางการตลาดดีมาก ด้วยเหตุผลว่าทางรีสอร์ทของเราพร้อมก่อนและเป็นที่แรก ทำให้เกิดแบบอย่างหรือเป็นต้นแบบให้หลาย ๆ ที่ ซึ่งรีสอร์ทเองมีความยินดีที่จะเปิดให้ผู้ประกอบการหรือโรงแรมอื่น ๆ เข้ามาศึกษาดูงานตั้งแต่ต้นเพื่อให้กลับไปใช้งานได้จริง ในส่วนของการตรวจสอบสำหรับที่รีสอร์ทถือว่ามีพอสมควร เนื่องจากเป็นโรงแรมแรก ทุกหน่วยงานจะมีการเข้ามาตรวจสอบว่า New Normal จริง ๆ คืออะไร ทำกันแบบไหน ทั้งผู้ใหญ่ในจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หรือฝั่งสาธารณสุขเองมีเข้ามาจำนวนมากเช่นกัน
“สวทช. เป็นศูนย์รวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งข้อดีของการรวมกันระหว่างการท่องเที่ยวและวิทยาศาสตร์มีแน่นอน เพราะว่าการบริการแบบ New Normal จะต้องมีอุปกรณ์หรือสิ่งใหม่ที่จะต้องนำมาใช้เพื่อตอบโจทย์ เช่น นวัตกรรมใหม่ที่เป็นตัวพื้นเหยียบ (Step Safety) เพราะคือเรื่องใหม่ของทุกคน ส่วนในเรื่องอื่น ๆ เช่น นวัตกรรมความร้อนจากเครื่องปรับอากาศ ซึ่งเป็นนวัตกรรมด้านการประหยัดพลังงานที่ได้รับจากการจับคู่นวัตกรรมจาก สวทช. นับว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้รีสอร์ทได้รับมาตรฐาน SHA เพราะว่ามาตรฐาน SHA จะเป็นเรื่องของการปรับทิศทางเครื่องปรับอากาศหรือการปรับความร้อนของจุดต่าง ๆ เพื่อการหมุนเวียน ในกรณีสมมติว่ามีเชื้ออยู่ในห้อง เชื้อจะสามารถเข้าและออกเพื่อผ่านไปยังพื้นที่โล่งได้ ซึ่งข้อกำหนดของ SHA จะสอดคล้องพอสมควรกับการใช้นวัตกรรมหรือการใช้สิ่งที่มีอยู่เพียงแค่ต้องปรับใช้หรือเพิ่มเติมบางอย่างเพื่อความเข้มข้นของการดูแลในเรื่องความปลอดภัย” นางกุสุมา กิ่งเล็ก กล่าว


           ด้าน นางศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) สวทช. กล่าวเสริมว่า ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) สวทช. ให้การสนับสนุนอ่าวนางปริ๊นซ์วิลล์ รีสอร์ท แอนด์ สปา ซึ่งเป็นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวใน จ.กระบี่ ในการจัดทำมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยเพื่อนักท่องเที่ยว หรือ SHA โดยที่ผ่านมา สวทช. มีการให้คำแนะนำ ปรึกษา และเชื่อมโยงพันธมิตรร่วมกันกับผู้ประกอบการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะส่วนที่สำคัญคือ การจับคู่นวัตกรรม (Innovation Matching) ระหว่างเจ้าของนวัตกรรม กับ ผู้ใช้งานจริง คือทางรีสอร์ทเอง ด้วยการนำนวัตกรรมประหยัดพลังงานในระบบทำน้ำร้อนและระบบปรับอากาศ ไปใช้งานจริงในโรงแรม ทำให้เกิดการนำนวัตกรรมไปใช้งานจริง พร้อมยังส่งเสริมให้โรงแรมประกอบธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่าย เป็นการส่งเสริมทั้งในอุตสาหกรรมด้านพลังงานและการท่องเที่ยวไปในคราวเดียวกัน

ทั้งนี้ โครงการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย หรือ Amazing Thailand Safety & Health Administration : SHA เป็นการนำมาตรการความปลอดภัยด้านสาธารณสุข ผนวกกับมาตรฐานการให้บริการที่มีคุณภาพของสถานประกอบการ เพื่อสร้างความมั่นใจ ปลอดภัยและสะอาดแก่นักท่องเที่ยว





วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

เอกชนแห่ส่งตัวอย่างวัสดุก่อสร้างตรวจหารังสีเรดอนในที่อยู่อาศัย สทน. เร่งวิจัยเตรียมกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยวัสดุก่อสร้าง


          รศ. ดร. ธวัชชัย  อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เปิดเผยว่า ปัจจุบันประชาชนเริ่มใส่ใจเรื่องของคุณภาพชีวิต คุณภาพอากาศภายในที่พัก ที่อยู่อาศัยมากขึ้นเช่นเดียวกับชาวต่างชาติ ทำให้ประชาชนในประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญในเรื่องนวัตกรรมในการสร้างอาคารที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยต่อผู้อาศัยในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคัดเลือกวัสดุก่อสร้างที่มีคุณภาพในการสร้างที่อยู่อาศัย แต่วัสดุก่อสร้างที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไปมีส่วนผสมของดิน หินทรายและแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งธาตุเหล่านี้เป็นแหล่งที่มาของแก๊สเรดอนภายในอาคาร  ซึ่งมีสถานะเป็นแก๊สเฉื่อยกัมมันตรังสี ปราศจากสี ปราศจากกลิ่น และปราศจากรส สามารถละลายน้ำและสารละลายอินทรีย์ได้ เนื่องจากเรดอนที่ปลดปล่อยออกมาจากน้ำหรือวัสดุต่างๆ ในธรรมชาติ เช่น ดิน หิน ทราย และวัสดุก่อสร้าง ดังนั้น โดยทั่วไปแก๊สเรดอนจะมีอยู่ในบ้านของเราและสิ่งแวดล้อมทั่วไป จะลอยฟุ้งกระจายในอากาศหรือเกาะตามไรฝุ่นในอากาศ เมื่อมนุษย์หายใจเอาอากาศที่ปะปนเรดอนเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและปอดจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ  องค์การอนามัยโลก (World Health Organization :WHO) และองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา (U.S. Environmental Protection Agency :EPA) รายงานว่า เรดอนเป็นสาเหตุการป่วยเป็นมะเร็งปอดอันดับสองรองจากการสูบบุหรี่จึงได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานอ้างอิงสำหรับเรดอนภายในบ้านไว้ที่ 148 Bq/m3   ปัจจุบันมีภาครัฐ และภาคเอกชนจำนวนมากส่งตัวอย่างวัสดุต่างๆ เช่น วัสดุก่อสร้าง ที่นอน หมอนยางพารา ปุ๋ย ดิน หินและทราย มาให้ สนทน. ตรวจสอบปริมาณการปล่อยแก๊สเรดอนในวัสดุต่างๆ ก่อนนำวัสดุเหล่าไปใช้งาน หรือส่งสินค้าเหล่านี้ออกไปขายในต่างประเทศ นอกจากนี้มีประชาชนและภาคเอกชนจำนวนมากที่ร้องขอให้สถาบันฯ ออกตรวจสอบปริมาณความเข้มข้นแก๊สเรดอนภายในอาคารที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่ทำงาน เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของคุณภาพอากาศภายในอาคารบ้านเรือน เช่น หมูบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม และพื้นที่ทำงาน


          สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก จึงได้จัดทำโครงการวิจัย เรื่อง “การศึกษาปริมาณสารกัมมันตรังสีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (NORM) ของวัสดุก่อสร้างในประเทศไทยเพื่อจัดทำฐานข้อมูล” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการศึกษาระดับกัมมันตรังสีตามธรรมชาติ (NORM) และแก๊สเรดอนที่ตกค้างในวัสดุก่อสร้างที่ใช้ในประเทศไทย เพื่อจัดทำฐานข้อมูลในการกำหนดระดับความปลอดภัยหรือค่ามาตรฐาน (Standard level) สำหรับประเทศไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพของวัสดุก่อสร้างในประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับและมีมาตรฐานจากหน่วยงานสากล เพื่อประโยชน์ของประชาชนต่อไป นอกจากนี้ทางสถาบันฯ ได้เริ่มปรับปรุงและพัฒนามาตรฐานการวัดห้องปฏิบัติการทดสอบปริมาณกัมมันตรังสีและเรดอนที่ปะปนในวัสดุก่อสร้าง เพื่อรองรับการให้บริการประชาชน ภาครัฐ และภาคเอกชนในอนาคตด้วย



วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

โครงการจัดที่ดินทำกิน ในเขตปฏิรูปจังหวัดอำนาจเจริญ และแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อน ส.ป.ก.อำนาจเจริญ โดย รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า)


              เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2563  เวลา 16.00 น.  ที่โรงเรียนบ้านโนนดู่  ตำบลสร้างนกทา  อำเภอเมืองอำนาจเจริญ  จังหวัดอำนาจเจริญ  รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส  พรหมเผ่า) และคณะ  ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและพบปะกับพี่น้องเกษตรกรที่ประสบปัญหาพื้นที่ ส.ป.ก.ทับซ้อนในตำบลสร้างนกทา โดยมี นายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง นายอำเภอเมืองอำนาจเจริญ กำนันตำบลสร้างนกทา องค์กรปกครองส่วนท้อนถิ่น ผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดจนมีประชาชนที่ประสบปัญหาดังกล่าวมารอให้การต้อนรับ     


           ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นคณะทำงานและเลขานุการ  นายปราโมทย์ ยอดแก้ว ผู้อำนวยการสำนักจัดการปฏิรูปที่ดิน นายวัฒนา มังธิสาร ผู้อำนวยการสำนักจัดการแผนที่และสารบบ นางสาวจริยา วงศ์วีระ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญ  หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ นางศศิมาภรณ์ พันธโคตร เกษตรและสหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ นายดรุณศักดิ์ ใจเกื้อ ประมงจังหวัดอำนาจเจริญ นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการโครงการชลประทานอำนาจเจริญ  น.ส.นิรมล ดำพะธิก ผอ.ศวพ.อำนาจเจริญ  และบุคลากรในสังกัดฯ ร่วมให้การต้อนรับ และพบปะพี่น้องเกษตรกรที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว         
  
      
         โอกาสนี้ นายสุทธิชัย จรูญเนตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี  (ปฏิบัติงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอำนาจเจริญ ที่ปรึกษาพรรคการเมืองในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ ได้ร่วมให้การต้อนรับ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ด้วย

          โดย นายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ได้กล่าวต้อนรับและนำเรียนข้อมูลพื้นที่จังหวัดให้ รมช.กษ.ได้รับทราบ  จากนั้น กำนันตำบลสร้างนกทา ได้นำเรียนปัญหาพื้นที่ ส.ป.ก.ทับซ้อนที่มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พบปะพี่น้องที่ประสบปัญหาความเดือดร้อน และท่านได้กล่าวขอบคุณทุกคนที่ให้เกียรติมาต้อนรับการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมในการจัดที่ดิน ในเขตปฏิรูปที่ดิน รวมทั้งพื้นที่ดำเนินงานที่ทับซ้อน รวมถึงพื้นที่ดำเนินการเขตปฏิรูปที่ดิน และป่าสงวนแห่งชาติ ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบาย มุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำของการถือครองที่ดินและสร้างความเท่าเทียม ด้วยการปรับปรุงระบบที่ดินทำดิน จากนโยบายนี้ ท่านได้มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  ซึ่งเป็นหน่วยงานในการกำกับดูแล  เร่งรัดการขับเคลื่อนในการจัดที่ดิน ส.ป.ก. ทั่วประเทศที่มีพื้นที่ดำเนินการในเขตปฏิรูปที่ดิน  ทั้งนี้ เพื่อจัดที่ดินให้เกษตรกรเข้าทำกินและได้อยู่อาศัย ซึ่งก่อให้เกิดผลดีในมติหลายด้าน  คือ


      - มิติสังคม  ลดปัญหาการไม่มีที่ดินทำดิน ให้สามารถเข้าถึงบริการภาครัฐได้

      - มิติทางเศรษฐกิจ  เกิดระบบการผลิตทำให้มีรายได้เกิดขึ้น

       - มิติทางความมั่นคง  ลดการย้ายถิ่นฐานของ แรงงานไปสู่ชุมชนเมือง มีความต้องการทรัพยากรที่ดิน ความมั่นคงทางที่อยู่อาศัย

        - มติด้านสิ่งแวดล้อม ระบบการผลิต ที่มีมาตรฐาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

         ทั้งนี้ ในการจัดที่ดินทำกินที่มีปัญหา การทับซ้อนของพื้นที่ ระหว่างหน่วยงาน ส.ป.ก. และป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ นั้น


        ในโอกาสที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ลงพื้นที่ ท่านมีความหวังว่า กรณีที่มีการจัดที่ดินนอกเขตดำเนินการ ส.ป.ก. และทับซ้อนดังกล่าว เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรในที่ดินทำกินของเกษตรกร จำเป็นต้องมีบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาบูรณาการร่วมกัน และยกเลิกการจัดที่ดินที่อยู่นอกเขตดำเนินการ ส.ป.ก. เข้าสู่กระบวนการจัดที่ดินภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด (คทช.จังหวัด) เพื่อแก้ไขปัญหาและความเดือดร้อนของเกษตรกร กรณีการจัดที่ดินและออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (เอกสาร ส.ป.ก. 4-01) ทับซ้อนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โดย เกษตรกรต้องร่วมกันรักษาพื้นที่และปฏิบัติภายใต้กรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกิน ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ภายใต้การดูแลของกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ต่อไป





“วัชระพล” ชง ครม. สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน

“วัชระพล” ชง ครม. สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน เดินหน้าขยายตลาดส่งออกนมเพื่อฟื้นฟู อ.ส.ค. ...