วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565

รัฐบาล หมดท่าปล่อยนำเข้ากุ้งเอกวาดอร์และอินเดีย ทำร้ายเกษตรกร

 


 กรมประมง อ่อนยวบเปิดนำเข้ากุ้งจากเอกวาดอร์และอินเดียกว่า 10,000 ตัน ทั้งที่ยืนกรานปกป้องผลประโยชน์ประเทศมานานกว่าปี หวั่นทำลายแรงจูงใจเกษตรกรเดินหน้าพัฒนาต่อเนื่อง กระทบความสามารถในการแข่งขันและเศรษฐกิจไทยแน่นอน 

นายอักษร ขจรกาญจนกุล ประธานชมรมกุ้งตรังพัฒนา กล่าวว่า เกษตรกรประหลาดใจกับการตัดสินใจของกรมประมงในครั้งนี้มากที่อนุมัตินำเข้ากุ้งจากเอกวาดอร์และอินเดียแบบไม่ทันตั้งตัว ทั้งที่ผ่าน กรมฯ ปกป้องเกษตรกรมาตลอด เนื่องจากกุ้งที่นำเข้าจะทำให้ราคากุ้งในประเทศตกต่ำ ไม่มีเสถียรภาพ มีความเสี่ยงเรื่องโรคที่ติดมากับกุ้ง รวมถึงเกิดปัญหาคุณภาพความปลอดภัย การปนเปื้อนของสารเคมีต้องห้ามและยาปฏิชีวนะ จะสร้างความเสียหายกับผู้เลี้ยงและห่วงโซ่การผลิต  

"เกษตรกรขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ทบทวนนโยบายการนำเข้ากุ้งจากทั้งสองประเทศนี้อีกครั้ง โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและอนาคตของเกษตรกรเลี้ยงกุ้งไทย ที่มุ่งมั่นพัฒนาการเลี้ยงจนเป็นที่่ยอมรับในระดับโลก ก่อนที่การนำเข้าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำลายห่วงโซ่การผลิตตลอดไป" นายอักษร กล่าวย้ำ 

ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันกุ้งทะเลที่มาจากการเพาะเลี้ยงที่จะนำเข้ามาในประเทศไทย ต้องมาจากแหล่งผลิตต้นทางที่มีระบบควบคุมโรคและระบบความปลอดภัยทางชีวภาพที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากลในระดับเดียวกับประเทศไทย ซึ่งประเทศต้นทางที่ไทยจะนำเข้าสินค้ากุ้งทะเลนั้นจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กรมประมงกำหนดอย่างเข้มงวด 

นายอักษร กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงกุ้งมาโดยตลอด ทั้งมาตรการส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง โดยเฉพาะด้านการผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน GAP (Good Aquaculture Practice) และมาตรฐานสากล รวมถึงการเจาะตลาดใหม่เพื่อเพิ่มช่องทางการส่งออก นอกจากนี้ การนำกุ้งจากต่างประเทศมาแปรรูปบรรจุใหม่ และนำไปส่งออกขายต่างประเทศในนามประเทศไทย อาจกระทบภาพลักษณ์กุ้งคุณภาพดีของไทยที่สร้างชื่อเสียงในระดับโลกมายาวนาน 

“เป็นเรื่องที่ช็อกเกษตรกรมากที่รัฐบาลอนุญาตให้นำเข้ากุ้ง ทั้งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ระงับการนำเข้ามาโดยตลอด ทำให้เกษตรกรมุ่งมั่นพัฒนาระบบการเลี้ยงเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต โดยมีราคาเป็นแรงจูงใจในการเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง หากมีการนำเข้ากุ้ง จะทำให้ราคาในประเทศตกต่ำ ทำลายภาคการผลิตของเกษตรกรทั้งระยะสั้นและระยะยาว” นายอักษร กล่าว 

สำหรับคาดการณ์ผลผลิตกุ้งของไทยปี 2565 จะอยู่ที่ 300,000 ตัน เพิ่มขึ้นจาก 280,000 ตัน ในปี 2564 เนื่องจากปัญหาโรคระบาดกุ้ง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นไม่มาก

วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ผู้ผลิตหลังคาเหล็ก ยื่นหนังสือ รมว.พาณิชย์ ทบทวนมาตรการขึ้นภาษีเหล็กส่งผลกระทบอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งระบบ ขณะที่ อดีตประธานสภาSME วอนรัฐเร่งแก้ปัญหา อย่าโยนปัญหาให้ผู้บริโภคปลายน้ำ

 

วันที่ 23 พฤษภาคม 2565 มีกลุ่มตัวแทนจากนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตหลังคาเหล็กไทยกว่า 60 คน นำโดย นายพันธนวุฒิ ถิ่นคำแบ่ง นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตหลังคาเหล็กไทย พร้อมด้วยนายไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ อดีตประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย(SME) ที่ปรึกษาสมาคมการค้าผู้ผลิตหลังคาเหล็กไทย  นายศุภชัย แก้วศิริ ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย และนายชวลิต กาญจนาคาร ประธานสมาพันธ์ผู้บริโภคหลังคาเหล็กไทย เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนเพื่อแก้ปัญหาให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ โดยมีนายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นตัวแทนรับหนังสือของกลุ่มตัวแทนผู้ผลิตหลังคาเหล็กไทย


ทั้งนี้นายพันธนวุฒิ ถิ่นคำแบ่ง นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตหลังคาเหล็กไทย เปิดเผยว่า จากมาตรการปกป้องการทุ่มตลาด มีการเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นกว่า 40% ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถนำเข้าเหล็กที่เป็นวัตถุดิบสำหรับนำมาผลิตหลังคาเหล็กได้รับผลกระทบอย่างมากจากราคาวัตถุดิบในการนำเข้าจากต่างประเทศที่สูงอย่างมาก ส่งผลให้ ราคาหลังคาเหล็กขยับตังสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกันยังมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องให้หลายสินค้ามีการปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยนำเข้าจากตลาดต่างประเทศ ซึ่งเหล็กเป็นอีกสินค้าที่พึ่งพาตลาดหลักอย่างจีน ซึ่งผลกระทบซ้ำเติมอีก ทางหนึ่ง จนทำให้ผู้ประกอบการเดือดร้อนอย่างหนัก จึงต้องรวมตัวยื่นหนังสือถึง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ทบทวนมาตรการขึ้นภาษีดังกล่าว


อย่างไรก็ตามขณะนี้กลุ่มผู้ประกอบการ ถือว่าเดือนร้อนมากจากการบังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด หรือ เอดี ที่นำมาใช้ในการปกป้องอุตสาหกรรมผู้ผลิตภายใน เป็นสินค้าเหล็กแผ่นรีดเย็นชุบหรือเคลือบด้วยโลหะเจือของอะลูมิเนียม และสังกะสีแบบจุ่มร้อนแล้วทาสี หรือ พี-พี-จี-แอล (PPGL) และเหล็กแผ่นรีดเย็นชุบ หรือเคลือบด้วยโลหะเจือของอะลูมิเนียม และสังกะสีแบบจุ่มร้อน หรือ จี-แอล (GL) จากต่างประเทศมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้ขณะนี้สินค้าเริ่มขาดแคลน และราคาพุ่งสูงขึ้น เพราะมีการจัดเก็บภาษีเอดี โดยเฉพาะแหล่งกำเนิดจากประเทศจีน ในอัตราสูงถึง 40.77% 

 

ซึ่งข้อเท็จจริง แม้มาตรการเอดี จะมีผลตั้งแต่ปี 2564 และได้รับการขยายระยะเวลา เก็บภาษีอัตรา 0%  ออกไป 2 ครั้ง รวม 1 ปี จนถึงเดือนเมษายน 2565 แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นอยู่แล้วจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และยังเจอมาตรการเอดี ทำให้ยิ่งกระทบหนัก เพราะผู้นำเข้าไม่สามารถสู้ราคานำเข้าได้แล้ว และผู้ผลิตโรงรีดหลังคา ก็ไม่มีสินค้ามาผลิต และต่อไปอาจจะไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ โดยขณะนี้ สต๊อกในประเทศ สินค้าหลายรายการ เริ่มหาซื้อไม่ได้แล้ว


สำหรับโรงงานผู้ประกอบการโรงรีดหลังคาใน  ไทย มีกว่า 1,600 โรงงาน ที่ใช้วัตถุเหล็กหลังคาประมาณ 120,000 - 140,000 ตันต่อเดือน ไม่สอดคล้องกับการอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กในประเทศ ที่ทำได้เพียง 28,000 - 30,000 ตันต่อเดือนเท่านั้นจึงเรียกร้องให้คณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน ทบทวนการขยายระยะเวลา หรือ ยกเลิก การบังคับใช้มาตรการเอดี และในระหว่างการพิจารณาทบทวนนั้น ขอให้เรียกเก็บภาษี 0% ไปก่อน เพราะขณะนี้ช่องทางตลาดในประเทศอื่นนอกจากจีน ก็ถูกเรียกเก็บภาษีเอดีเช่นเดียวกันในอัตราที่แตกต่างกันไป


ทั้งนี้ ภาครัฐควรมีความชัดเจนในการพิจารณามาตรการนี้ เพื่อให้กระทบทุกภาคส่วน รวมถึงผู้บริโภคให้น้อยที่สุด ซึ่งตามมาตรา 7 ของ พรบ. การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ ได้กำหนดให้พิจารณาใช้มาตรการโดยคำนึงถึงอุตสาหกรรมภายใน ผู้บริโภค และประโยชน์ของสาธารณะ จึงต้องพิจารณาว่าการเรียกเก็บภาษีนี้เป็นธรรมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และหากยังไม่มีการตอบรับจากกระทรวงพาณิชย์เพื่อแก้ไข สมาชิกจะบุกไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง


ด้านนายไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ อดีตประธานสภาเอสเอ็มอี ย้ำว่าผู้ประกอบการเห็นด้วยกับมาตรการเอดี เพื่อดูแลอุตสาหกรรมในประเทศ แต่ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง เพราะความต้องการใช้ ยังสวนทางกับกำลังการผลิต ที่ยังมีส่วนต่างจำนวนมาก  จึงมีการตั้งคำถามว่าทำไมภาครัฐไม่เร่งสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ เพื่อขยายกำลังการผลิตให้เพียงพอ และลดต้นทุนให้ใกล้เคียงกับการนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะการขึ้นภาษีเอดีนี้ ส่งปลกระทบอย่างมากกับผู้ประกอบการและสุดท้ายก็จะมีการโยนภาระไปให้กับประชาชนที่ต้องซื้อสินค้าแพงเช่นเดิม

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

กรมชลประทาน เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ช่วงวันที่ 19-25 พฤษภาคม 2565 หลังกรมอุตุฯ เตือนมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนัก


นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า  จากการคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าในช่วงวันที่ 19 - 23 พฤษภาคม 2565 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น ทำให้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางด้านตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ทั้งนี้ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้ประเมินสถานการณ์น้ำจากฝน พบว่าปริมาณฝนตกสะสมต่อเนื่องอาจส่งผลให้ เกิดน้ำหลากและน้ำท่วมฉับพลัน รวมทั้งทำให้พื้นที่ ที่มีน้ำท่วมขังอยู่เดิมมีแนวโน้มระดับน้ำเพิ่มขึ้น จึงขอให้ เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย ในช่วงวันที่ 19 – 25 พฤษภาคม 2565 ในพื้นที่  


โดยภาคเหนือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน ตาก อุตรดิตถ์  กำแพงเพชร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และอุทัยธานี   ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ บึงกาฬ หนองคาย อุดรธานี สกลนคร และนครพนม ภาคกลาง จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล  ภาคตะวันออก จังหวัดสระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายก ระยอง จันทบุรี และตราด ภาคใต้  จังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต


ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทั้งในเขตชลประทาน และนอกเขตชลประทาน ได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่ ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำหลากและน้ำท่วมฉับพลัน อย่างใกล้ชิด และกำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง รวมทั้งพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ พร้อมทั้งตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอ่างเก็บน้ำ อาคารบังคับน้ำ และติดตาม ตรวจสอบ ซ่อมแซม  แนวคันกั้นน้ำและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เร่งระบายน้ำในพื้นที่ ที่มีน้ำท่วมขังอยู่เดิม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม รับน้ำหลากป้องกันน้ำท่วมให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเตรียมแผนเผชิญเหตุรับสถานการณ์น้ำหลาก เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือ ระบบสื่อสารสำรองเพื่อบูรณาการความพร้อมให้ความช่วยเหลือได้ทันที  รวมถึงประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรอีสาน เดินหน้าให้ความรู้เกษตรกรเมืองชัยภูมิ วางแนวทางป้องกันการระบาดโรค ASF หลังพบปัญหาระบาดหนัก ส่งผลปริมาณสุกรมีชีวิตลดลงกว่า 20% เกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยลดลงกว่า 60% หลังการแพร่หนักในช่วงที่ผ่านมา

 




สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้จัดงานสัมมนาเพื่อให้ความความรู้เกษตรฯ ในหัวข้อ “หลังเว้นวรรค เตรียมพร้อมอย่างไร ให้ปลอดภัยASF” โดยมี สพ.ญ.ศรีสมัย โชติวนิช  ปศุสัตว์จังหวัดชัยภูมิ เป็น ประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา พร้อมกับ บรรยายพิเศษ​เรื่อง นโยบายกรมปศุสัตว์กับการพัฒนา และส่งเสริมการเลี้ยงสุกรปี 2565 โดยมี นายสิทธิพันธ์  ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมทั้งตัวแทนจากชมรมมผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ให้การต้อนรับ โดยมีเกษตรกรผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังการสัมมนา กว่า 200 คน ณ โรงแรม สยามริเวอร์ รีสอร์ท จังหวัดชัยภูมิ

 


ทั้งนี้ สพ.ญ.ศรีสมัย กล่าวว่า จากปัญหาการแพร่ระบาดของโรค ASF  ที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณ ผู้เลี้ยงสุกรในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ  มีปริมาณสุกรในพื้นที่ลดลงกว่า 20%  และส่งผลให้ผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยลดลงกว่า 60%   จากเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในพื้นที่ ทั้งหมด 5,900 ราย ขณะนี้มีผู้เลี้ยงเหลือเพียง 2,277 ราย เท่านั้น ซึ่งจากปัญหาที่เกิดขึ้นทางกรมปศุสัตว์ จึงพยายามเข้มงวดในการป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเต็มที่ เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบการป้องกันโรคระบาดทุกวิถีทาง ทั้งการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ เพื่อให้อยู่ในวงจำกัดให้เร็วที่สุด โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการฟื้นฟูให้เกษตรกรรายย่อยกลับมาเลี้ยงใหม่  ซึ่งเกษตรกรที่เลี้ยงใหม่ ตามร่างประกาศของกรมปศุสัตว์ ว่าด้วยเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์การนำสุกร หรือหมูป่า เข้ามาเลี้ยงใหม่ ตามข้อกำหนดให้เจ้าของฟาร์มหรือผู้เลี้ยงทุกคน จะต้องผ่านการอบรมหรือการฝึกอบรมให้ความรู้ ด้านการจัดการโรคระบาดในสัตว์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง   เพื่อให้เกิดความเข้าใจแนวทางการป้องกันและแก้ปัญหาการแพร่ระบาด  จึงส่งผลให้เกิดการขาดแคลนสุกรในประเทศฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว มากขึ้น และต้องขอความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ที่ร่วมกันแก้ปัญหาการแพร่ระบาดที่ผ่านมา ที่สามารถ แก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว 


ขณะที่ ผศ.น.สพ.คัมภีร์​ กอธีรกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงสุกรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า จากการแพร่อีกครั้ง จะต้องมีการระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ในการป้องกันการระบาดที่เกิดขึ้น โดยต้องเลี้ยงตามกำลังที่มีอยู่ และการดูแลสุกรที่เลี้ยงเป็นพิเศษมากขึ้น ซึ่งจะเน้นเลี้ยงเฉพาะสายพันธุ์ในประเทศ เพราะสุกรที่รอดมาจากการระบาด ถือว่ามีภูคุ้มกันที่ดีมากกว่าที่แหล่งอื่น โดยห้ามนำเข้าลูกสุกรจากแหล่งอื่นมาเลี้ยงโดยเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดการระบาดซ้ำ เกษตรกรควรวางระบบการเลี้ยงดูโดยเน้นด้านสุขอนามัยเป็นหลัก ซึ่งก่อนเข้าไปในฟาร์มจะต้องมีการฆ่าเชื้อก่อนเข้าฟาร์ม เชื่อว่าหากร่วมมือกัน และเฝ้าระวังมากขึ้น จะทำให้อาชีพการเลี้ยงสุกรในประเทศ กลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้นอย่างแน่นอน โดยเชื่อว่า ปี 2565 และปี 2566 ราคาสุกร ยังจะมีราคาดี อย่างแน่นนอน 


ผศ.ดร.อภิชาติ อายนาเสียว คณะวิศวกรรมศาสตร์  กล่าาว่า ตนในฐานะเกษตรกรที่เคยประสบปัญหาการระบาดมาก่อน มีการปรับเปลี่ยนการเลี้ยงแบบใหม่ โดยเลี้ยงระบบเปิด และนำเทคโนโลยีการควบคุมการให้อาหาร ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่มาใช้ในการเลี้ยงสุกร และพร้อมจะเปิดให้เกษตรกรที่สนใจเข้าไปเรียนรู้การเลี้ยงระบบใหม่โดยใช้นวัตกรรมควบการให้อาหาร 1 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อเป็นการลดการสัมผัสเชื้อจากคนสู่สุกร โดยจะต้องมีการกางมุ้งกันแมลง ในฟาร์มแบบเปิดที่เลี้ยง เพื่อไม่ให้แมลงเป็นพาหะนำเชื้อเข้ามาได้  รวมทั้งการวางระบบน้ำที่ชัดเจน และไม่ควรใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมาติโดยเด็ดขาด เพราะแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีอยู่ ถือเป็นส่วนหนึ่งของที่มาของโรคด้วยเช่นกัน และที่สำคัญกว่านั้นคือ ห้ามนำเศษอาหาร จากคนมาเลี้ยงสุกรเด็ดขาด เพราะถือเป็นแหล่งที่มาของโรคระบาดด้วยเช่นกัน 


อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดของการเลี้ยงสุกรแบบใหม่ จากนี้ไปเกษตรกรจะต้องเข้าใจหลักการเลี้ยงที่ชัดเจน โดยส่วนตัวเห็นว่าการเลี้ยงที่เกษตรกรจะรอดได้ คือที่ดีที่สุดควรจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่ามากที่สุด และไม่ควรเลี้ยงสุกรอย่างเดียว ควรวางแผนในการเลี้ยงสัตว์อื่นๆ เพื่อเป็นการสร้างรายได้อีกทาง โดยการนำมูลสุกร ซึ่งถือว่าเป็นปุ๋ยที่ดีของหญ้า เกษตรกรสามารถนำไปใช้ในการปลูกหญ้าสำหรับเลี้ยง แพะ แกะ และ โคกระบือ ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้อีกทางของเกษตรกรมากขึ้น เพราะหากมีปัญหาด้านราคา สุกร เกษตรกรยังสามารถขายสัตว์อย่างอื่นได้ ในขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงต่ำ อันเกิดจากการใช้ปุ๋ยมูลสุกรด้วย 


 การอยู่รอดของเกษตรกรที่เลี้ยงสุกรแบบใหม่ ต้องระวังเรื่องของการติดเชื้อ  โดยต้องระวังพาหะที่เป็นต้นเหตุของโรคทั้งหมด โดยควรกางมุ้งให้กับสุกร โดยใช้ผ้ามุ้งคุมเล้าสุกรในฟาร์ม ไม่ให้สัตว์ที่เป็นพาหะเข้าไปได้ โดยการให้อาหารจะใช้เทคโนโลยีในการให้อาหารสุกรโดยต้องเข้าฟาร์มให้น้อยที่สุด คนที่จะเข้าฟาร์มได้ต้องทำความสะอาด เพื่อเป็นการป้องกันโรค ที่สำคัญต้องอยู่ห่างจากชุมชน และนำมูลสุกรไปปลูกหญ้า เลี้ยงสัตว์อื่นๆ จะเป็นการสร้างรายได้อีกทางอย่างไรก็รอด เพราะต้นทุนต่ำ ผมคิดว่าอย่างไงก็รอดผศ.ดร.อภิชาติ กล่าว

วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2565

จีนเปิดด่านโมฮ่านนำเข้าทุเรียนไทยแล้ว “อลงกรณ์”แนะผู้ส่งออกเข้มงวดมาตรการปัองกันปนเปื้อนโควิด พร้อมบริหารความเสี่ยงเปิดช่องทางขนส่งทางเรือทางอากาศเพิ่ม

 


 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานแก้ไขปัญหาผลไม้ล่วงหน้าในคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เปิดเผยว่า ล่าสุดได้รับรายงานจากสํานักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจํากรุงปักกิ่ง ฝ่ายเกษตร ประจําสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว ฝ่ายเกษตร ประจําสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ว่า ด่านโม่ฮานในมณฑลยูนนานเปิดนำเข้าทุเรียนไทยจากด่านบ่อเต็นของลาวแล้วตั้งแต่วันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา หลังจากระงับการนำเข้าทุเรียนไทย 3 วัน ระหว่างวันที่ 12 – 14 เมษายน จากตรวจพบการปนเปื้อนโควิดในรถบรรทุกคอนเทนเนอร์จากไทย 


โดยด่านเปิดทำการระหว่างเวลา 08.30 - 21.00 น. และในเวลา 17.30 - 21.00 น. เป็นช่วงให้รถบรรทุกเปล่าผ่าน ส่วนโหย่วอี้กวน (กว่างซีจ้วง) ยังเปิดให้บริการระหว่างเวลา 08.00 - 19.00 น. แต่มีความแออัดจึงควรหลีกเลี่ยงเพื่อลดความเสี่ยงและขอให้ผู้ประกอบการดำเนินมาตรการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโควิดและฆ่าเชื้อสินค้าตามข้อกำหนดของทางราชการอย่างเคร่งครัดตามข้อสั่งการของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board)” นายอลงกรณ์ กล่าว

 



 อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการส่งออกแนะนำให้เพิ่มการขนส่งทางเรือและทางอากาศ โดยท่าเรือของจีนที่เปิดให้บริการนำเข้าผลไม้ไทยได้แก่ 1.ท่าเรือชินโจว (กว่างซีจ้วง) มีเที่ยวเรือในเส้นทางระหว่างท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือชินโจวสัปดาห์ละ 4 - 7 เที่ยว ระยะเวลา 3 - 8 วัน ระยะเวลาในการตรวจปล่อยและผ่านโกดังห่วงโซ่ควบคุมความเย็นประมาณ 3 - 4 วัน 2.ท่าเรือเสอโข่ว (เซินเจิ้น) มีเที่ยวเรือในเส้นทางระหว่างท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือเสอโข่วเฉลี่ยวันละ 1 - 4 เที่ยว ระยะเวลา 6 - 11 วัน ท่าเรือหนานซา (กว่างโจว) มีเที่ยวเรือในเส้นทางระหว่างท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือหนานซาเฉลี่ยวันละ 1 - 3 เที่ยว ระยะเวลา 5 - 9 วัน ส่วนท่าเรือเซินเจิ้นวาน และท่าเรือเซี่ยงไฮ้ แม้เปิดบริการแต่มีมาตรการตรวจโควิดเข้มข้นอาจเกิดความล่าช้ามากกว่าปกติ

 



ขณะที่ในส่วนการขนส่งทางอากาศนั้น สนามบินเซินเจิ้น เป่าอัน มีเที่ยวบินคาร์โกของบริษัท S.F. รองรับน้ำหนักบรรทุก ประมาณ 25 ตันต่อเที่ยว จากสนามบินสุวรรณภูมิไปสนามบินเซินเจิ้น สัปดาห์ละ 6 เที่ยว (ยกวันวันเสาร์) ส่วนสนามบินเซียงไฮ้ ผู่ตงยังเปิดให้บริการ แต่เนื่องจากนครเซี่ยงไฮ้ขยายการล็อคดาวน์ออกไปอย่างไม่มีกําหนด ทำให้การตรวจปล่อยและขนส่งสินค้าล่าช้าติดขัดซึ่งขอให้ผู้ส่งออกติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์ด่านนําเข้าของจีนอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในพื้นที่ด้วย

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2565

Opn Tag ยกระดับเมนูดิจิทัลลุยธุรกิจแบบ ‘Tap into new experiences’ ตอบโจทย์โซลูชันร้านอาหารและโรงแรม ตั้งเป้า 10,000 รายภายในปี 65

 

 Opn Tag (โอเพ่น แท็ก) รุกธุรกิจร้านอาหารและโรงแรม หนุนโมเดล O2O เร่งสปีดสู่ Digital Economy พร้อมเปิดประสบการณ์ผู้ใช้งานเพียงปลายนิ้วสัมผัสด้วยเมนูดิจิทัล ตอบโจทย์ยุค  เน็กซ์นอร์มัล ด้านผู้บริหาร ภัทรพร โพธิ์สุวรรณ มั่นใจผลิตภัณฑ์ตอบสนองความเป็น Contactless Payments ตั้งเป้าเข้าถึงหมื่นรายภายในปี 65 หนุนมาตรฐานใหม่ด้านบริการในธุรกิจร้านอาหารและโรงแรมด้วยคอนเซ็ปต์ Tap into new experiences 


นายสุทธิพร เมฆาอภิรักษ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ บริษัท โอเพ่น จำกัด เปิดเผยว่า Opn  (โอเพ่น) พร้อมเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ‘Opn Tag’ (โอเพ่น แท็ก) แพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นเพื่อผู้ประกอบการการร้านอาหาร โรงแรม โซลูชันใหม่ที่ตอบสนองการใช้งาน ในอุตสาหกรรมบริการ อาทิ Digital Menu, Ordering System, Contactless Payments และ Delivery    ช่วยแก้ปัญหาจากสถานการณ์ โควิด-19 รวมถึงการขาดแคลนแรงงานด้านการบริการ ซึ่งเชื่อว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวจะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ด้านการให้บริการไร้สัมผัสในวงกว้างภายใต้คอนเซ็ปต์ Tap into new experiences และด้วยความเชี่ยวชาญในวงการเทคโนโลยีมาอย่างยาวนาน มีความมั่นใจว่า Opn Tag จะเติบโตในประเทศไทยได้อย่างแน่นอน โดยตั้งเป้าหมายในการเข้าถึงผู้ประกอบการภายในปี 2565 ประมาณ 10,000 ราย 



นอกจากนี้ Opn Tag ถือเป็นแพลตฟอร์มใหม่ที่สามารถตอบสนองโมเดลธุรกิจ O2O (Online to Offline) ซึ่งเป็นเทรนด์ในกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม ด้วยการผสานข้อดีของการทำธุรกิจแบบออนไลน์และออฟไลน์ เข้าด้วยกัน อีกทั้งยังเป็นแพลตฟอร์มเจ้าแรกในประเทศไทย ที่พร้อมช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถบริหารจัดการธุรกิจด้วยตนเองได้อย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่โลกดิจิทัลให้กับผู้ประกอบการและเป็นการสร้าง Ecosystem รองรับ Digital Economy ในปัจจุบันและอนาคต ทั้งนี้ในเฟสแรกเตรียมเจาะตลาด ในประเทศไทย ญี่ปุ่น และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหลัก 




จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 ส่งผลกระทบไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันถูกเปลี่ยนแปลงแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการชำระเงินที่เปลี่ยนจากเงินสด มาเป็นการชำระแบบไร้สัมผัสด้วยสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวในรูปแบบ Contactless Payments สะท้อนว่าพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนเข้าสู่โลกดิจิทัลกันเร็วมากขึ้น ในฐานะที่เราเป็นบริษัทเทคโนโลยีจึงพร้อมมีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Opn Tag เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในยุคดิจิทัลไปพร้อมกัน” สุทธิพร กล่าว 


นายภัทรพร โพธิ์สุวรรณ รองประธานอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์กลุ่มแอปพลิเคชัน บริษัท โอเพ่น จำกัด เปิดเผยว่า Opn Tag เป็นแพลตฟอร์มที่สนับสนุนให้เกิด Digital Transformation ด้วยการนำเทคโนโลยีในปัจจุบันมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการทำเมนูดิจิทัล ลดการใช้กระดาษ ลดการสัมผัส และช่วยประหยัดเวลาในการให้บริการลูกค้า รวมถึงสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกจากการใช้งานของลูกค้า เช่น เมนูขายดีของร้านและช่วงเวลาที่ขายดี ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดธุรกิจ เพิ่มยอดขาย บริหารธุรกิจได้ง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้นท่ามกลางสถานการณ์แวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว 


  ผมเชื่อว่าต่อไปทุกร้านอาหารหรือแม้กระทั่งโรงแรมจะต้องมี Opn Tag เพราะเป็นการใช้งานแบบ Interaction ผ่านเทคโนโลยี NFC (Near-Field Communication) หรือ QR Code ลูกค้าที่มาใช้บริการสามารถได้รับประสบการณ์ใหม่เพียงนำสมาร์ทโฟนแตะหรือแสกนที่แผ่น Tag ก็สามารถดูเมนูดิจิทัลเพื่อเลือกอาหารที่ต้องการ กดสั่งและสามารถชำระเงินได้ทันที ทำให้ร้านอาหารที่ใช้ Opn Tag สามารถให้บริการลูกค้าในรูปแบบสั่งอาหารแบบไร้สัมผัส สะดวกสบาย ถือเป็นการยกระดับร้านอาหารไปอีกขั้น ตอบโจทย์ลูกค้าในยุคใหม่” ภัทรพร กล่าว 



ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่า ความสำเร็จของ Opn Tag ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงองค์กรเดียว โดยมีบริษัท   ในเครือเข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง คือ Omise (โอมิเซะ) ผู้ให้บริการระบบรับชําระเงินออนไลน์แบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การรับชําระเงินจากผู้ซื้อ การบริหารจัดการความเสี่ยง การดูแลด้านความปลอดภัย รวมไปถึงการโอนเงินออกจากระบบไปยังบัญชีธนาคาร โดยบริการของโอมิเซะช่วยผู้ประกอบการร้านค้าลดความซับซ้อนในการทําธุรกรรมด้านการเงินอีกด้วย และ พันธมิตรอย่าง SKOOTAR (สกู๊ตตาร์) ผู้ช่วยจัดการขนส่งอาหาร และบริการ นอกจากนี้ในประเทศไทย  มี Pilot Merchants ซึ่งก็คือกลุ่มผู้ใช้งาน Opn Tag เป็นกลุ่มแรก จำนวน 22 ราย ดังนี้ Skal, The Baking Bureau, Port Coffee, Factory BKK, Knock Knock, Krobkun, OOO BKK, 10010Bar, Nip Coffee Rama4, Gallery Drip CNX, Nana Coffee Roasters, Mayrai Wine Bar, Kenzou Sushi, KRS Ratchaburi, Haru Dot, Grindsize.Wanchai, Grindsize.Friends, Espressoman CDC, Marni, Hottobun, Hoshi และโรงแรม Mangrove Phuket ส่วนในประเทศญี่ปุ่น PRONTO จะเป็น Pilot Merchant แรก ที่กำลังจะเริ่มใช้งาน Opn Tag ในปีนี้ (PRONTO Corporation เป็นเชนร้านอาหารและคาเฟ่ของญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงมากและมีถึง 307 ร้านทั่วโลก)

 

ทั้งนี้สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรมที่สนใจบริการ Opn Tag ปัจจุบันมีโปรโมชั่นช่วงเปิดตัว สามารถรับฟรี  1 Tag มูลค่า 300 บาท (สิทธิพิเศษนี้มีจำนวนจำกัด) เพียงแค่ลงทะเบียนผ่าน bit.ly/opnTagsignup หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อีเมล์ opnTag@opn.ooo และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของ Opn Tag ผ่านทางเว็บไซต์: opn.ooo/Tag 

Facebook: facebook.com/OpnTagbyOpn  

YouTube: https://youtu.be/8mWUOHVkLqY

กยท. เตรียมจัดงาน “มหกรรมยางพารา 2564 : นครฯ แห่งนวัตกรรมยางพารา” อย่างยิ่งใหญ่ โชว์นวัตกรรมแปรรูปยางพารา หนุนเกษตรกรต่อยอดธุรกิจ ที่ จ.นครศรีธรรมราช

 วันที่ 30 มีนาคม 2565 นายวิชัย ไตรสุรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย นายไกรศร วิศิษฎิวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และ นายกมลดิษฐ สมุทรโคจร รองกรรมการผู้จัดการสายงานการผลิต บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงข่าวงาน มหกรรมยางพารา 2564ณ ห้องประชุม อาคารข่าวสด โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 8-10 เมษายน 2565 ณ สนามการยางแห่งประเทศไทย เขตภาคใต้ตอนกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช

นายวิชัย ไตรสุรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินนโยบายบริหารจัดการยางพาราสินค้าเกษตรที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งมีเกษตรกรปลูกยางจำนวน 1.83 ล้านราย ครอบคลุมพื้นที่ 24.76 ล้านไร่ มีผลผลิตยางพารามากเป็นอันดับ 1 ของโลก ประมาณ 4.4 ล้านตัน มีผลผลิตยางพารามากเป็นอันดับ 1 ของโลก ภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์การปฏิรูปภาคเกษตรกรรมของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยบูรณาการร่วมกับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยาง โดยมีการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจขับเคลื่อนนโยบายพิจารณาแก้ไขปัญหาและส่งเสริมการตลาดยางพารา โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระหว่าง ผู้ซื้อผู้ขาย ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ตลาด นำการผลิต รวมถึงการส่งเสริมด้านเทคโนโลยีและนัวตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาการผลิตและการแปรรูปสินค้าและผลิตภัณฑ์ยางพารา 

โดยร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) ในงานด้านวิจัยและพัฒนาและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมทั้งร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ภายใต้คณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กรกอ.) เพื่อรองรับ การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน (Southern Economic Corridor) ของรัฐบาล สู่การพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมยางพาราครบวงจรครอบคลุมทั้งกิจกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มยางพาราทั้งระบบ


ด้าน นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์และแนวทางของการจัดงานในครั้งนี้ว่า เนื่องด้วย กยท. ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ถือเป็นแหล่งปลูกยางพาราสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของการปลูกยางพาราในประเทศไทย สำหรับการจัดงานมหกรรมยางพาราในครั้งนี้ ต้องยกเครดิตให้กับ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน ฯลฯ ที่ให้ความร่วมมือสนับสนุนการจัดงานมหกรรมยางพาราอย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยางพาราของประเทศไทย และกระตุ้นให้เกษตรกรชาวสวนยางพารา เกิดแนวคิดในการพัฒนาอาชีพการทำสวนยางพาราให้มีความมั่นคงและยั่งยืน

โดยแนวทางการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อโชว์ศักยภาพไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีการแปรรูปยางพาราของโลก และเป็นเวทีการเจรจาธุรกิจเพื่อแสวงหาพันธมิตรคู่ค้าใหม่ในตลาดยางพาราระดับนานาชาติ

ในวันงานทุกท่านจะได้เห็นการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ในการจัดการดูแลจัดการมาตรฐานในสวนยางพารา วันนี้มาตรฐานในสวนยางพาราถือเป็นเรื่องสำคัญ ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ได้มีการผลักดันในเรื่องของมาตรฐาน FSCTM ซึ่งในงานเราก็จะมีการจัดโชว์เคส แนะนำในเรื่องของการแสดงปลูกสร้างจิตสำนึกให้กับพี่น้องชาวสวนยางไม่เฉพาะแค่ชาวนครศรีธรรมราช แต่เป็นของทั้งประเทศ ให้สอดคล้องกับที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลูกยางเป็นอันดับ 1 ของโลก และกำลังพยายามผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นวาระของโลก ส่งเสริมให้ยางพาราที่เป็นพืชหลักในการผลักดัน ตามที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้ทาง กยท.ผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรมขึ้นมา โดยให้ความสำคัญทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี

ซึ่งภายในงานจะมีการจัดแสดงนวัตกรรมยางพาราในหลายรูปแบบ เช่น 1. การเปิดตัวแอปพลิเคชั่น เพื่อปรับพฤติกรรมของเกษตรกรให้ทันสมัยมากขึ้น และเพื่อยืนยันว่าการจัดการดูแลสวนยางพาราของเกษตรกร ทันตามมาตรฐานโลก และสิ่งนี้จะเป็นการสร้างความสามารถทางการแข่งขันโดยการใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยในการสนับสนุน 2. การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต/ผลิตยางกั้นล้อ ระดมแปรรูปยางเป็น ยางกั้นล้อรุ่นพิเศษของ พีทีทีโออาร์ให้บริษัทในเครือ ปตท. 3. โชว์ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพารา เช่น นวัตกรรมสระน้ำยางพารา เก็บกักน้ำสู้ภัยแล้ง 4. ถือเป็นกิจกรรมไฮไลต์สำคัญ คือ กยท. เตรียมเปิดบริการตลาดซื้อขายยางล่วงหน้าแบบส่งมอบจริง และเปิดเวทีเจรจาธุรกิจ ให้แก่เกษตรกร/สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยางได้มีโอกาสขยายช่องทางการตลาดทั้งในประเทศและส่งออกไปพร้อมๆ กัน

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้ามาเที่ยวชมงานและร่วมกิจกรรมต่างๆ ในงานมหกรรมยางพารา 2564 : นครฯ แห่งนวัตกรรมยางพารา ได้ตั้งแต่วันที่ 8-10 เมษายน 2565 ณ สนามการยางแห่งประเทศไทย เขตภาคใต้ตอนกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช


สำหรับความสำคัญของจังหวัดนครศรีธรรมราช นายไกรศร วิศิษฎิวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ในฐานะจังหวัดนครศรีธรรมราชมีพื้นที่ปลูกยางเป็นอันดับต้นๆ ส่งผลให้จังหวัดมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมยางพาราอย่างมาก โดยยางพาราถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักอันดับหนึ่งของจังหวัด มีพื้นที่ปลูกถึง 1,880,560 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 30.26 ของพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมด 6,214,064 ไร่ ด้วยสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสม ทำให้ยางพาราที่ปลูกในพื้นที่นครศรีธรรมราช สามารถให้ผลผลิตน้ำยางคุณภาพดีติดอันดับโลก ทำให้นครศรีธรรมราชเป็นหนึ่งในที่ตั้งตลาดกลางยางพาราที่มีความสำคัญของประเทศ ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมยางพาราในนครศรีธรรมราชก็มีปัจจัยหนุนด้วยทำเลที่ตั้งของจังหวัด ที่สามารถเดินทางเชื่อมต่อกับจังหวัดอื่นๆ ได้โดยสะดวก

ในแต่ละปีจังหวัดนครศรีธรรมราชมีผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งปีคิดเป็นมูลค่า 180,000 ล้านบาท อันดับหนึ่งเป็นผลผลิตด้านการเกษตร ที่มีมูลค่าประมาณ 47,000 ล้านบาทต่อปี อันดับ 2 เป็นค้าปลีก ซึ่งทั้ง 2 ภาคนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยพยุงเศรษฐกิจและพร้อมที่จะไปแข่งขันในระดับนานาชาติ นี่คือศักยภาพของพี่น้องเกษตรกรนครศรีธรรมราชในทุกมิติ อย่างอำเภอนาบอน มีโรงงานอุตสาหกรรมการยาง ซึ่งเป็นโรงงานแปรรูปยางพาราชนิดต่างๆ ทั้งโรงงานน้ำยางข้น โรงงานยางแผ่น และโรงงานผลิตยางแผ่นอบแห้ง ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาทขึ้นไป ราว 5 แห่ง และนครศรีธรรมราชถือเป็นหมุดหมายในแผนฉบับที่ 13 ที่จะต้องพัฒนาในเรื่องของพลังงานต่างๆ เพราะฉะนั้นการปูพื้นเรื่องยางพาราจะเป็นศักยภาพที่จะก้าวกระโดดไปการแข่งขันนานาชาติได้

สุดท้าย นายกมลดิษฐ สมุทรโคจร รองกรรมการผู้จัดการสายงานการผลิต บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของอุตสาหกรรมยางพาราว่า พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราคือหนึ่งในกลุ่มคนที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตอย่างมาก ซึ่งทางคาราบาวกรุ๊ปขอร่วมชื่นชมและยกย่องพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา และเพื่อมอบสิ่งดีๆ กลับคืนให้กับพี่น้องเกษตรกร รวมถึงประชาชนทั่วไป ทางคาราบาวกรุ๊ปขอถือโอกาสนี้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งการมอบความสุขและความสนุกสนาน ด้วยการขนทัพบู๊ธจัดกิจกรรมแจกของมากมาย รวมถึงการสนับสนุนกิจกรรมกรีดยาง โดยมอบผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มคาราบาวแดงแก่ผู้ที่ได้รับรางวัลที่ 1-3 แล้วพบกันที่งาน มหกรรมยางพารา 2564 : นครฯ แห่งนวัตกรรมยางพารา นายกมลดิษฐ กล่าวทิ้งท้าย 

“วัชระพล” ชง ครม. สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน

“วัชระพล” ชง ครม. สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน เดินหน้าขยายตลาดส่งออกนมเพื่อฟื้นฟู อ.ส.ค. ...