วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2564

ไทยชนะ AFS

 



การประกาศความสำเร็จของอุตสาหกรรมหมูไทย ที่ร่วมกันป้องกันโรคสำคัญในหมู อย่างแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF โรคระบาดร้ายแรงที่สร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมหมูใน 35 ประเทศ หากแต่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมฯต่างๆ และเกษตรกร ได้เตรียมรับมือกับโรคนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่รัฐบาลกลางของจีนรายงานการติดเชื้อเมื่อ 3 สิงหาคม 2561

ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยได้ยกระดับเรื่องนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ ด้วยเห็นความสำคัญของโรค ที่ไม่เพียงทำลายวงการหมู เพราะทำให้หมูมีอัตราการตายสูงถึง 100% และยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกัน ที่สำคัญยังสร้างผลกระทบใหญ่หลวงต่อผู้บริโภคที่ต้องแบกรับราคาหมูที่สูงกว่าปกติ 2-3 เท่า ดังเช่น ประเทศจีน ที่ราคาหมูมีชีวิตเฉลี่ยสูงถึง 160 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่กัมพูชาราคา 95 บาทต่อกิโลกรัม เวียดนามราคา 90 บาทต่อกิโลกรัม ลาวราคา 85 บาทต่อกิโลกรัม และเมียนมาราคา 82 บาทต่อกิโลกรัม

การที่ทุกหน่วยงานพร้อมใจกันยกเรื่องนี้เป็นภารกิจร่วมทั้งภาครัฐและภาคผู้ผลิต จนกลายเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ไทยยังคงสถานะ ปลอดโรค ASF” เพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชีย มานานกว่า 2 ปี

ส่งผลให้การเลี้ยงหมูของไทยที่สร้างผลผลิตมากกว่า 22 ล้านตัวต่อปี ยังคงเดินหน้าต่อไม่ต้องหยุดชะงักเหมือนกับประเทศอื่นๆรอบบ้านเราที่ได้รับผลกระทบจากโรค ASF กันถ้วนหน้า ขณะเดียวกันผู้บริโภคชาวไทยก็ยังได้ทานเนื้อหมู ราคาถูกที่สุดในภูมิภาคจากราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มล่าสุดที่กิโลกรัมละ 72-80 บาท ตามประกาศของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ

แม้ว่าที่ผ่านมา คนเลี้ยงหมูจะต้องทุ่มเทกับการป้องกันโรคอย่างหนัก ด้วยการมุ่งเน้นมาตรฐานการเลี้ยง ทั้งมาตรฐาน GAP ในฟาร์มขนาดใหญ่ และการยกระดับการเลี้ยงในฟาร์มขนาดเล็กสู่มาตรฐาน GFM ที่เน้นการปกป้องฟาร์มเลี้ยงหมูด้วยจัดการฟาร์มให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ Biosecurity System อย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องอาชีพเดียวของตนเอง

ขณะเดียวกัน ยังช่วยปกป้องคนไทยให้รอดพ้นจากภาวะราคาหมูแพงดังที่ประเทศอื่นกำลังประสบอยู่ ที่ผ่านมาหมูไทยจึงไม่เคยขาดแคลน เพราะภาคผู้ผลิตต่างร่วมกันบริหารจัดการปริมาณการผลิตหมูให้เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภคในประเทศก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหารให้กับผู้บริโภคชาวไทย

ขณะที่ความเข้มแข็งของมาตรการการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค ASF ด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของภาครัฐ เอกชนทุกฝ่าย ที่ระดมทั้งความคิด ระดมแรงกาย สละเวลา ระดมทุนกันหลายรอบ ซึ่งนับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญของผู้เลี้ยงสุกรไทยทั่วประเทศ ทำให้ไทยเป็นประเทศที่ปลอดการระบาดของ ASF  เป็นที่ต้องการของตลาดประเทศเพื่อนบ้าน สร้างโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศ ทั้งหมูพันธุ์ หมูขุนมีชีวิต รวมถึงเนื้อหมูชำแหละ

สอดคล้องกับการประเมินของ OIE ที่ว่า 1 ใน 4 ของสุกรทั้งโลกจะได้รับความเสียหายจาก ASF แสดงว่าประเทศที่ปลอดจาก ASF จะมีโอกาสทางการตลาดจากเนื้อสุกร 25-30 ล้านตัน หรือ 350-400 ล้านตัวต่อปี

วันนี้ผู้ประกอบการฟาร์มหมูครบวงจรและเกษตรกรรายย่อยร่วม 200,000 ฟาร์ม พร้อมจะเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนและของประเทศชาติโดยรวม ทำให้อุตสาหกรรมหมูมีส่วนในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่อง รวมแล้วกว่าสองแสนล้านบาทต่อปี  จากการเป็นโซ่ข้อกลางที่สำคัญในการสร้างอุปสงค์ให้กับห่วงโซ่ต่อเนื่อง ในกลุ่มของผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นพืชอาหารสัตว์ของไทย เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง รวมถึงผลพลอยได้จากข้าว ทั้งปลายข้าว รำข้าว ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

น่าชื่นชมความสามารถของคนในวงการหมู ที่ร่วมแรงร่วมใจในฐานะ ทีมไทยแลนด์เพื่อสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยอาหารให้กับคนไทย รางวัลที่พวกเขาควรได้รับคือการหันมาบริโภคหมูให้มาก เพื่อช่วยหมุนวงล้อเศรษฐกิจให้คนเลี้ยงหมู และปล่อยให้กลไกตลาดงานอย่างเสรีตามอุปสงค์อุปทานที่แท้จริง ไม่ต่างกับสินค้าเกษตรชนิดอื่นๆ ทั้งไก่ ไข่ กุ้ง ปลา ที่ผู้บริโภคทุกคนคือผู้สนับสนุนคนสำคัญ ให้วงล้อเศรษฐกิจขับเคลื่อน ทำให้เกษตรกรยังคงเดินหน้าอาชีพของพวกเขาสร้างอาหารให้คนไทยต่อไปเช่นเดียวกัน

ทีมวิจัยเข็มมุ่งหวั่นปีวัวทอง อีอีซีรับมือกับน้ำล่วงหน้าแนะมาตรการเสริม-ศึกษาจัดตั้งองค์กรเฉพาะจัดการน้ำ


ประธานแผนงานวิจัยเข็มมุ่ง ด้านการบริหารจัดการน้ำ เตือนอีอีซีรับมือกับน้ำล่วงหน้าก่อนเหมือนปี 2563 ที่ผ่านมา เสนอแนะให้มีมาตรการเสริมเพิ่มเติมจากแผนแม่บท จัดตั้งองค์กรเฉพาะเพื่อการบริหารจัดการน้ำทุกภาคส่วนในอีอีซี พร้อมตั้งเป้าขยายผลการบริหารจัดการน้ำใน 4 เขื่อนหลัก และขยายงานโครงการชลประทานในแผนวิจัยปี 2

 รศ. ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ประธานแผนงานวิจัยเข็มมุ่ง ด้านการบริหารจัดการน้ำ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เปิดเผยว่า จากแนวคิดการพัฒนาเทคนิคและระบบใหม่ให้เชื่อมโยงกับระบบวางแผนและบริหารน้ำในปัจจุบัน โดยเลือกประเด็นสำคัญมาพัฒนาเทคนิคเพื่อกลับเข้าไปใส่ในระบบที่มีอยู่ด้วยเทคนิคใหม่ได้ ตลอดจนพัฒนาการเชื่อมโยงของระบบและทดลองการรันคู่ขนานกับระบบปัจจุบันเพื่อการทดสอบได้ ซึ่งในปีแรกเป็นการวิจัยพัฒนาต้นแบบ ปีที่ 2 ประยุกต์ใช้ร่วมกับหน่วยงานปฏิบัติ และปีที่ 3 วิจัยเสริมพร้อมถ่ายทอดผลงานวิจัยให้กับหน่วยงานปฏิบัติต่อไป

 ผลการวิเคราะห์สภาพน้ำในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) พบว่ามีโอกาสเกิดภาวะแล้งเช่นปี 2563 โดยเฉพาะเมื่อมีโครงการพัฒนาเพิ่มขึ้นและสภาพภาวะอากาศสุดโต่งเกิดขึ้น การนำน้ำจากภาคกลางไปช่วยจะเป็นไปได้ยากขึ้นจึงจำเป็นต้องมีมาตรการเสริมเพิ่มจากแผนแม่บทของพื้นที่อีอีซี ทั้งด้านจัดหา เก็บกัก บริหารน้ำ การจัดการความขัดแย้งและการจัดการน้ำด้านอุปสงค์เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายในอนาคต การขยายผลการจัดการน้ำด้านอุปสงค์ต้องการกติกา กฎระเบียบรองรับ เพื่อให้ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนอย่างมีมาตรฐาน โดยเริ่มจากโครงการใหม่และโครงการขนาดใหญ่ที่พร้อมจะลงทุน รวมถึงมาตรการช่วยเหลือสนับสนุนที่จำเป็น มีศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการประหยัดน้ำและการใช้น้ำซ้ำให้ผู้ประกอบการเห็นเป็นตัวอย่าง และใช้อบรมผู้ประกอบการที่สนใจ ซึ่งเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติพิจารณาต่อไป

 “คณะวิจัยเห็นว่าควรกำหนดให้มีหน่วยงานรับผิดชอบด้านการบริหารจัดการน้ำทุกภาคส่วนในเขตอีอีซีเป็นการเฉพาะ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและมีประสิทธิภาพ เป็นศูนย์รวมที่ครอบคลุมทั้งน้ำต้นทุนและการใช้น้ำทุกภาคส่วน โดยมีหน้าที่เบื้องต้นในการกำหนดกติกาการใช้น้ำ การจัดลำดับความสำคัญการใช้น้ำ การจัดสรรน้ำ การเตรียมแผนรองรับกรณีฉุกเฉิน ซึ่งจะต้องคำนึงถึงขอบข่ายและความทับซ้อนอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการลุ่มน้ำ ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561”

นอกจากนี้ยังควรศึกษารูปแบบต่าง ๆ ด้านการเงินสำหรับโครงการด้านน้ำ เริ่มจากการศึกษาและประเมินสถานะการลงทุนที่มีอยู่ เพื่อนำมาวิเคราะห์ ระบุช่องว่างการลงทุนและการจัดหาเงินทุน เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการลงทุนในโครงการด้านน้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นพื้นที่ที่มีศักยภาพและสามารถดึงดูดนักลงทุนได้ เช่น พื้นที่อีอีซีและในเขตเมือง ซึ่งพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีการลงทุนสูง และเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ ซึ่งผลการวิจัยได้นำสู่ข้อเสนอแนะการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะจัดองค์กรเฉพาะขึ้นในอนาคตสำหรับพื้นที่อีอีซี รวมทั้งเผยแพร่และชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการบริการจัดการกลุ่มลุ่มน้ำตะวันออก สภาผู้แทนราษฎร และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทฯ ของ สนทช.

ด้านการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการเขื่อนภูมิพล พบว่าชุดต้นแบบชุดโปรแกรมการจำลองการปล่อยน้ำช่วยให้ตัดสินใจปล่อยน้ำได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการเพิ่มน้ำต้นทุนของเขื่อนตามเป้าหมายของงานวิจัย หลังการเรียนรู้ข้อมูลในอดีต 10 ปีย้อนหลังมาใช้ในการปล่อยน้ำช่วงฤดูฝนในปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่แล้ง เทียบกับการปล่อยน้ำตามเกณฑ์ที่มีอยู่ พบว่าสามารถเสนอค่าปริมาณการปล่อยน้ำที่เพิ่มเติมได้เทียบกับวิธีการที่ใช้อยู่

นอกจากนี้ยังพัฒนาแบบจำลองและติดตั้งเครื่องวัดระดับน้ำบาดาลอัตโนมัติ เพื่อติดตามสถานการณ์การใช้น้ำบาดาลในพื้นที่เจ้าพระยาตอนบน และศักยภาพที่มีพร้อมกับถ่ายทอดให้กับผู้บริหารกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยต่อไป ขณะที่ “ท่อทองแดงโมเดล” สามารถสรุปแนวปฏิบัติและบทเรียนปรับปรุงการทำงานระหว่างเจ้าหน้าที่ชลประทานกับกลุ่มผู้ใช้น้ำให้พูดภาษาเดียวกันได้บนฐานของข้อมูลและความเข้าใจกันมากขึ้น 

ประธานแผนงานวิจัยเข็มมุ่งฯ ระบุว่า งานวิจัยทำให้เห็นโอกาสในการบริหารน้ำที่ลดความสูญเสียเนื่องจากมีการวิเคราะห์ด้วยเทคนิคใหม่ และมีระบบจัดการข้อมูลที่ทันกาลมากขึ้น การทดลองในพื้นที่นำร่องทำให้เกิดการเรียนรู้ทั้งกับนักวิจัย ผู้ปฏิบัติและผู้ใช้น้ำ ทำให้มีความเข้าใจและการมีส่วนร่วมมากขึ้น ทั้งนี้ การบริหารน้ำในเขื่อนจะขยายผลให้ครอบคลุม 4 เขื่อนหลักของภาคกลางตอนล่าง และขยายการทำนายฝนจาก 14 วัน เป็นฤดูกาลเพื่อให้บริหารจัดการน้ำล่วงหน้าได้ดีขึ้น โดยจะทำงานร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและกรมชลประทานต่อไป

รวมถึงขยายพื้นที่การบริหารน้ำในโครงการชลประทานให้ครอบคลุมทั้งโครงการชลประทานท่อทองแดงในระยะที่ 2 เพื่อเป็นพื้นที่ตัวอย่างในการนำเทคโนโลยีและการสื่อสารมาใช้ในโครงการชลประทานอื่นต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2564

CPFเดินหน้าส่ง “อาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ต่อเนื่อง ถึงมือแพทย์ – แรงงานต่างชาติ จ.สมุทรสาคร มั่นใจมีอาหารเพียงพอ

ในช่วงที่จังหวัดสมุทรสาครยังอยู่ระหว่างการเร่งจำกัดและควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบใหม่ อย่างเข้มข้น แพทย์ พยาบาล ผู้ป่วยโควิด และพี่น้องแรงงานต่างชาติ ต่างคลายกังวลได้บริโภคอาหารปลอดภัยอย่างเพียงพอ จากโครงการ "CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัย โควิด-19" โดยบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ที่จัดส่งอาหารต่อเนื่องให้แก่โรงพยาบาลสมุทรสาคร และมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน  รวมเป็นอาหารพร้อมทาน 85,800 แพ็ค และไข่ไก่สด 10,000 ฟอง พร้อมร่วมมือกับเครือซีพีจัดส่งหน้ากากอนามัยซีพีถึงมือกลุ่มเปราะบางในจ.ระยองและจ.สมุทรสาคร ร่วมเป็นแรงใจให้คนไทยก้าวข้ามวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน 

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ร่วมกับ ซีพี เฟรชมาร์ท ได้ทยอยจัดส่งผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน ในโครงการ "CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัย COVID-19" ให้ถึงมือหมอ-พยาบาล และ ผู้ป่วยโควิด ของโรงพยาบาลสมุทรสาคร ให้ครบทั้งหมด 55,000 แพ็ค เพื่อเป็นกำลังใจและช่วยอำนวยความสะดวกให้บุคลากรทางการแพทย์ได้บริโภคอาหารปลอดภัย มีโภชนาการ สามารถทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคได้เร็วที่สุด 

ขณะเดียวกัน ซีพีเอฟ ยังร่วมมือกับมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน หรือ LPN จัดการลำเลียงผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน จำนวน 30,800 แพ็ค และ ไข่ไก่สดจำนวน 10,000 ฟอง ลงพื้นที่กักกันเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ในบริเวณตลาดกลางกุ้ง มหาชัย ไปแจกจ่ายให้ถึงมือพี่น้องแรงงานต่างชาติและครอบครัวที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ควบคุมโรค เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนด้านอาหารแก่ครอบครัวแรงงานต่างชาติที่ได้รับผลกระทบไม่มีงาน และขาดรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัว ระหว่างที่ให้ความร่วมมือกับภาครัฐตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ในสมุทรสาคร 

“ซีพีเอฟร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการขนส่งอาหารปลอดภัยให้ถึงมือหมอ-พยาบาล ผู้ป่วย และพี่น้องแรงงานต่างชาติที่อยู่ในจังหวัดสมุทรสาครได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจกับทุกคนรวมถึงพี่น้องแรงงานต่างชาติจะไม่ขาดแคลนอาหารปลอดภัยในทุกช่วงเวลาแม้ว่าในภาวะวิกฤติ” นายประสิทธิ์ กล่าว 

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ ให้ความใส่ใจกับกระบวนการผลิตและการขนส่งผลิตภัณฑ์อาหารที่จัดส่งถึงมือแพทย์ พยาบาล และแรงงานต่างชาติ ภายใต้มาตรการความปลอดภัยของอาหารและป้องกันการปนเปื้อนตลอดกระบวนการตั้งแต่โรงงานจนถึงมือผู้รับ เพื่อให้ทุกคนได้บริโภคอาหารที่มีโภชนาการ ปลอดภัยจากโควิด-19

นอกจากนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ร่วมกับซีพีเอฟได้ มอบ “หน้ากากอนามัยซีพี” จำนวน 200,000 ชิ้น ให้กับแรงงานต่างด้าว และกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยมอบหน้ากากอนามัย จำนวน 30,000 ชิ้น ผ่านศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. สำหรับแจกจ่ายให้แรงงานต่างชาติในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดระยอง ส่วนที่เหลือ เครือเจริญโภคภัณฑ์ จะทยอยส่งมอบไปยังกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อไป




รมช."ประภัตร"กำชับกรมปศุสัตว์วางนโยบายเข้มปี64ป้องกันการแพร่ระบาดโรค ASF หลังไทยยังคงสถานะปลอดการระบาตลอด 2 ปีซ้อน

 

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ ในฐานะที่กำกับดูแลกรมปศุสัตว์โดยตรงเปิดเผยว่า ล่าสุด ตนได้สั่งการให้ทางกรมปศุสัตว์วางมาตรการตรวจเข้ม และเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรตASF อย่างต่อเนื่อง หลังจากตนได้มีการทำงานร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในการวางมาตรการการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ภาครัฐและภาคเอกชน สามารถผนึกกำลังป้องกันโรค ASF ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา จนทำให้ประเทศไทยยังคงสถานะปลอดการระบาด และสามารถสร้างการส่งออกสุกรไทยให้เติบโตแบบก้าวกระโดด ทั้งสุกรขุน สุกรพันธุ์ และสุกรแปรรูป ซึ่งจากอดีตจนถึงปัจจุบัน การเลี้ยงสุกรเป็นอาชีพเกษตรกรแขนงหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประกอบอาชีพของเกษตรไทย มีความแน่นอนของผลผลิต เกิดการสร้างอุปสงค์ให้กับห่วงโซ่ต่อเนื่องในกลุ่มของผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นพืชอาหารสัตว์ของไทย เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง ผลพลอยได้จากข้าว เช่น ปลายข้าว รำข้าว ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 

นอกเหนือจากการเป็นอาหารโปรตีนหลักของคนในชาติ อุตสาหกรรมสุกรยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่อง รวมแล้วกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี ภาคเกษตรปศุสัตว์จึงถือเป็นหนึ่งของภาคเกษตรที่มีรากฐานของประเทศและมีความเชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันภาคการเลี้ยงสุกรของไทยมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น มีความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษามากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามในส่วนนโยบายการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในสุกรแล้ว ตนยังสั่งกำชับให้ทางกรมปศุสัตว์ให้มีการตรวจสอบเข้มข้นต่อเนื่องในสัตว์อื่นๆด้วยไม่ว่าจะเป็นวัว และม้าและสัตว์ปีกอื่นๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคสัตว์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยจะต้องอาศัยความร่วมมือและการบูรณาการจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และเกษตรกร เพื่อสร้างความตระหนักรู้ กระตุ้นให้เกิดการปรับตัว เสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งให้ภาคเกษตรให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ

"ปีที่ผ่านมาถือว่าเราทำงานอย่างหนักมาทั้งปีในฐานะที่ผมกำกับดูแลกรมปศุสัตว์โดยตรงเพื่อวางมาตรการการแพร่ระบาดของโรคในสัตว์ต่างๆ ซึ่งมีตั้งแต่ม้า  วัว ควาย และมาจนถึงสุกร ก็ถือว่าค่อนข้างได้ผล ในปี64 นี้ผมได้มีการสั่งการให้กรมปศุสัตว์ทำงานอย่างต่อเนื่องต่อไปโดยสั่งการให้มีการตรวจเข้มตามแนวชายแดน อย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสัตว์และเนื้อสัตว์ผิดกฎหมายที่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการแพร่ระบาดได้ โดยปี64ผมได้สังการให้มีความเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและเกษตรกรผู้เลี้ยงในประเทศด้วย"นายประภัตร กล่าว

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2564

รายงานข้อมูลสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ณ วันเสาร์ที่ 2 มกราคม 2564


🇹🇭🇹🇭ประเทศไทย

ผู้ติดเชื้อสะสม 7,379 ราย(เพิ่มขึ้น 216 ราย)

-เป็นผู้ติดเชื้อในประเทศโดยเพิ่มขึ้น 182 ราย

-เป็นผู้ติดเชื้อในกลุ่มผู้ที่กลับจากต่างประเทศใน State quarantine เพิ่มขึ้น 2 ราย

-เป็นผู้ติดเชื้อในแรงงานต่างด้าวโดยการคัดกรองเชิงรุกวันนี้ 32 ราย (ยอดผู้ติดเชื้อสะสมที่เป็นแรงงานต่างด้าวอยู่ที่ 1,440 ราย)

เสียชีวิตรวม 64 ราย (วันนี้มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 1 คน)

รักษาหายป่วยแล้ว 4,299 ราย (58.26%) (มีผู้ป่วยกลับบ้านเพิ่มขึ้น 26 ราย)

รักษาอยู่ในโรงพยาบาล 3,016 ราย

ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในส่วนที่เป็นการติดเชื้อภายในประเทศ 182 ราย มีรายละเอียดดังนี้

จาก กรุงเทพมหานคร(18)  ชัยนาท(1)   ราชบุรี(1)   พระนครศรีอยุธยา(1)   ปทุมธานี(2)  นครปฐม(2)   

สุพรรณบุรี(1)   อ่างทอง(2)   

อยู่ระหว่างการสอบสวน(154)

โดยขณะนี้ จังหวัดที่พบผู้ป่วยโควิด-19

ตามจังหวัดที่มีการรักษาในไทย

ตั้งแต่ 18ธค.63-2มค.64 มีจำนวน 

53 จังหวัด


สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เป็นผู้ที่เดินทาง

มาจากต่างประเทศ เพิ่มขึ้นในวันนี้ 2 ราย 

และเข้า State quarantine โดยเข้ารับ

การรักษาที่กรุงเทพมหานคร (2) 

มีรายละเอียดดังนี้

- จากประเทศสหรัฐอเมริกา 1 ราย

- จากประเทศอินเดีย 1 ราย 


🌐 สถานการณ์โลกในวันนี้

- ยอดผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลกอยู่ที่ 84.3 ล้านราย "โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิตสะสมมากกว่า 1.83 ล้านราย

(คิดเป็นร้อยละ 2.2 ของจำนวนผู้ติดเชื้อ) 

ในขณะที่ผู้รักษาหายมีจำนวน 59.6 ล้านราย (คิดเป็นร้อยละ70.7)

- อินเดีย ยอดผู้ติดเชื้อสะสมทะลุ 10.3 ล้านรายแล้ว โดยมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ 17,080 ราย ทั้งนี้ยอดผู้รักษาหายในอินเดียอยู่ที่ 9.9 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 96

- ไทยมียอดผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่อันดับ 136 ของโลกและยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่อันดับ 149 ของโลก


🌐 สถานการณ์อาเซียนในวันนี้

- เมียนมา ตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสม 125,042 ราย โดยมียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยในรอบ 7 วันที่ผ่านมาอยู่ที่ 642 ราย และมีจำนวนผู้เสียชีวิตกว่า 2,697  ราย

- มาเลเซีย ยอดผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 115,078 ราย โดยยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่

อยู่ที่ 2,068 ราย

- กัมพูชา ตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสม 378 ราย 

มียอดผู้เสียชีวิตสะสม 0 ราย 

- ลาว ตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสม 41 ราย โดยกำลังรักษาอยู่ 1 ราย

- เวียดนาม ผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 9 ราย และมียอดผู้เสียชีวิตสะสม 35 ราย

ประมวลข้อมูลโดย กรมควบคุมโรค และศูนย์ปฏิบัติการด้านนวัตกรรมการแพทย์ และการวิจัยและพัฒนา 

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) 

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม






วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564

สถิติสำคัญเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ในแต่ละประเทศทั่วโลก🌐(loud volume) ข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม 2564

วันนี้มีผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลกกว่า 83.8 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตรวมแล้วกว่า 1.8 ล้านราย

- จำนวนผู้ติดเชื้อสะสม และต่อประชากร 

- จำนวนผู้เสียชีวิตรวม และต่อประชากร 

- อัตราการเสียชีวิตต่อผู้ติดเชื้อ 

- จำนวนผู้รักษาหายแล้วรวม และต่อประชากร     

- อัตราผู้รักษาหายแล้วต่อผู้ติดเชื้อ

- วิเคราะห์และประมวลข้อมูลโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) 






กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ที่สุดปรากฏการณ์แห่งความภาคภูมิใจข้ามปี เซ็นทรัลเวิลด์ ฉลองเคาท์ดาวน์ระดับโลกแบบ New Normal ในงาน “centralwOrld bangkOk cOuntdOwn 2021” ตัวแทนประเทศไทยส่งต่อพลังบวกให้กำลังใจคนทั่วโลก ด้วยโชว์ตระการตาใจกลางกรุงเทพฯ ‘A Symbol of Hope’

เอกลักษณ์หนึ่งเดียวในไทย! ด้วยการแสดงพลุผสานเทคนิค Digital Synchronization ในรูปแบบสื่อผสม Audio & Visual Graphic Art อลังการบนจอ the panOramix ที่ยาวที่สุดในโลก

https://youtu.be/P1dyYth72a0

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลพลาซา เซ็นทรัลเฟสติวัล เซ็นทรัล ภูเก็ต และเซ็นทรัลวิลเลจ จับมือพันธมิตรธุรกิจ ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, มาสเตอร์การ์ด, บริษัท แพลน บี มีเดีย จํากัด (มหาชน), บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท วันสามสิบเอ็ด จำกัด (ช่อง ONE 31) สร้างปรากฏการณ์งานเคาท์ดาวน์ข้ามปีรูปแบบ New Normal ระดับโลก “centralwOrld bangkOk cOuntdOwn 2021 – A Symbol of Hope” ถ่ายทอดสดไปทั่วโลก ผ่านทางช่อง ONE 31, LINE TV, Bangkok Post, Workpoint Entertainment, Post Today และ centralwOrld Facebook ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของโลกก็สามารถรับชมการแสดงสุดประทับใจได้ ด้วยเซอร์ไพรส์โชว์เพลงแห่งความหวัง และไฮไลท์นับถอยหลังก้าวเข้าสู่ปีใหม่ 2021 ด้วยไฮไลท์โชว์พลุสุดตระการตาต่อเนื่อง 5 นาที ในธีม ‘A Symbol of Hope’ สร้างสัญลักษณ์แห่งความหวัง เป็นตัวแทนประเทศไทยส่งต่อพลัง Meaningful Positivity ส่งต่อพลังจากคนไทยให้กำลังใจคนทั่วโลก ให้สมกับที่เป็น Times Square แห่งเอเชีย

            ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เผยว่า “ปีนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่แลนด์มาร์กเคาท์ดาวน์ทั่วโลกได้พร้อมใจกันปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงาน โดยรณรงค์ให้ทุกคนเฉลิมฉลองอยู่ที่บ้าน รวมถึงที่เซ็นทรัลเวิลด์ แลนด์มาร์กเอ็นเตอร์เมนท์เคาท์ดาวน์ชั้นนำระดับโลกของประเทศมากว่า 20 ปี สำหรับไฮไลท์เด็ดของการฉลองเคาท์ดาวน์ในปีนี้คือพลุฉลองเทศกาลปีใหม่ที่จุดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ A Symbol of Hope สัญลักษณ์แห่งความหวัง ส่งต่อ Meaningful Positivity พลังจากคนไทยให้กำลังใจคนทั่วโลก มีความตระการตาต่อเนื่องยาว 5 นาที พร้อมผสานเทคนิค Digital Synchronization ในรูปแบบสื่อผสม Audio & Visual Graphic Art อลังการบนจอ the panOramix ที่ยาวที่สุดในโลก ให้สมกับดีกรีแลนด์มาร์กเอ็นเตอร์เทนเมนต์เคาท์ดาวน์ที่ดีที่สุดตลอดกาล ปิดท้ายค่ำคืนด้วยการนับถอยหลังพร้อมกันกับเซ็นทรัลเวิลด์ก้าวเข้าสู่ปีใหม่ 2021 ด้วยไฮไลท์พลุสุดตระการตาต่อเนื่อง 5 นาที ในธีม ‘A Symbol of Hope’ สร้างสัญลักษณ์แห่งความหวัง เป็นตัวแทนประเทศไทยส่งต่อพลัง Meaningful Positivity ส่งต่อพลังจากคนไทยให้กำลังใจคนทั่วโลก ให้สมกับที่เป็น Times Square แห่งเอเชีย

ครั้งแรกกับการชมพลุย้อนหลังแบบ 5G and VR Live Broadcast สุดล้ำ ด้วยการร่วมมือครั้งสำคัญระดับอินเตอร์ กับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด (Huawei) และ บริษัท บางกอก โพสต์ จำกัด (มหาชน) หรือ Bangkok Post ให้ทุกท่านได้รับชมการแสดงพลุ  A Symbol of Hope ย้อนหลังแบบจุใจอย่างง่ายๆ เพียงสแกน QR Code ภายในศูนย์การค้า หรือดาวน์โหลด VR Application เพื่อรับชมแบบคมชัดบนมือถือของท่าน หรือรับชมที่จุด VR Experience ได้ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่วันที่ 7-18 มกราคม 2564


       ความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้การแสดงพลุ A Symbol of Hope ทั้ง 4 องก์ ได้แก่

• องก์ที่ 1 : Spirit of Togetherness “ความสามัคคี” ของคนทั้งโลก คือวัคซีนล้ำค่า สื่อถึงจิตวิญญาณของผู้คนทั่วโลกที่ร่วมมือร่วมใจกันอย่างสมัครสมานสามัคคี เพื่อร่วมกันฝ่าฟันวิกฤตโควิด-19

• องก์ที่ 2 : Believe in Positivity ส่งต่อ “พลังใจ” สู้ไปด้วยกัน สื่อถึงประกายแห่งความคิดบวก และการร่วมกันส่งพลังใจให้กับเพื่อนร่วมโลก

• องก์ที่ 3 : Reunite Thailand & Our World เพื่อพวกเรา เพื่อประเทศชาติ เพื่อโลกของเรา พลุสามสี สีแดง สีขาว และสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีของสีของธงไตรรงค์และสีของปลากัด สัตว์น้ำประจำชาติไทย สื่อถึงความสง่างาม ทรงพลัง อ่อนช้อย แต่มีความเป็นนักสู้อยู่ในตัว

• องก์ที่ 4 : There is Always Hope ความหวังเป็นพลังของชีวิต พลุหลากหลายสีสัน สื่อถึง diversity ของผู้คนทั่วโลก และเน้นการใช้สีแดง ซี่งเป็นสีของกาชาดสากล เพื่อส่งต่อพลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นด่านหน้าสำคัญในการต่อสู้กับโควิด-19


เซ็นทรัลเวิลด์ในฐานะตัวแทนประเทศไทยและแลนด์มาร์กเอ็นเตอร์เทนเมนต์เคาท์ดาวน์ระดับโลกของประเทศมากว่า 20 ปี ขอร่วมส่งต่อพลัง Meaningful Positivity ให้กำลังใจคนทั่วโลก จุดประกายความหวังให้ทุกคนอดทน ไม่ย้อท้อ ช่วยกันส่งผ่านกำลังใจจากคนไทย ให้กับคนทั้งโลกที่กำลังร่วมกันก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปพร้อมกันอย่างเต็มไปด้วยความหวังที่เชื่อมั่นว่า เราจะสามารถเอาชนะได้ในที่สุด



เรามีความห่วงใยในความปลอดภัยและสุขอนามัยของลูกค้าทุกคน และพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างเต็มที่ในการคุมเข้มมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาด ลดความแออัด เน้นวินัย รักษาระยะห่างแบบ New Normal โดยทางเซ็นทรัลพัฒนาพร้อมให้ความร่วมมือกับทางสาธารณสุข และสำนักงานศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงมหาดไทย (ศบค.มท.) อย่างเต็มที่ รวมทั้งสร้างมาตรฐาน New Norm ด้วยแผนแม่บท “เซ็นทรัล สะอาด มั่นใจ” ที่ออกแบบ Journey การใช้ชีวิตของผู้คนอย่างละเอียดและรอบคอบ ทำให้สามารถนำมาปรับใช้ได้กับทุกสถานการณ์” ดร.ณัฐกิตติ์ กล่าวทิ้งท้าย

“วัชระพล” ชง ครม. สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน

“วัชระพล” ชง ครม. สัปดาห์หน้า ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 ดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินเพิ่มกว่า 90 ตันต่อวัน เดินหน้าขยายตลาดส่งออกนมเพื่อฟื้นฟู อ.ส.ค. ...